วันอังคารที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2556

กิจกรรมวันสงกรานต์ และข้อควรปฏิบัติ


กิจกรรมวันสงกรานต์ และข้อควรปฏิบัติ

ก่อนหน้านี้ เราได้ฉลองวันปีใหม่สากลกันมาแล้ว ตอนนี้ก็ใกล้จะถึงเทศกาลวันปีใหม่ของไทยแล้วนะคะ นั่นก็คือ เทศกาลสงกรานต์ นั้นเองค่ะ ในวันนี้ ลูกหลานที่แยกย้ายออกไปสร้างครอบครัวอยู่ที่ใดก็จะกลับบ้านมาพบปะ กราบไหว้บุพการี นอก จากนี้ในวันสงกรานต์ยังมีกิจกรรมมากมาย ที่ไม่ใช่เพียงแค่การสาดน้ำอย่างเดียวนะคะ วันนี้กระปุกดอทคอมจึงได้นำกิจกรรมและข้อควรปฏิบัติในวันสงกรานต์ ที่เชื่อแน่ว่า หลายคนอาจยังไม่เคยทราบมาฝากกัน ส่วนจะมีอะไรบ้างนั้น มาดูพร้อมกันเลยค่ะ  
      

 การเตรียมงาน
          วันตรุษและวันสงกรานต์เป็นเทศกาลสำคัญที่คนไทยยังถือว่าวันตรุษคือวันสิ้นปี วันสงกรานต์คือวันขึ้นปีใหม่ดังกล่าว ดังนั้นจึงต้องตระเตรียมงานกันเป็นการใหญ่ จนมีคนที่พูดกันติดปากว่า "ส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่" สิ่งที่ตระเตรียมกันนั้นจึงเป็นเรื่องที่จะต้องกระทำกันเป็นพิเศษตามลำดับ ดังนี้... 
           1. เครื่องนุ่งห่ม 
         
           เพื่อใส่ในโอกาสไปทำบุญที่วัด ตลอดจนเครื่องประดับตกแต่งร่างกายอย่างค่อนข้างจะพิถีพิถัน  

            2. ของทำบุญ
           เมื่อใกล้จะถึงวันงานก็เตรียมของทำบุญเลี้ยงพระ และที่เป็นพิเศษของที่จะทำขนมพิเศษ 2 อย่าง ได้แก่ ข้าวเหนียวแดงในวันตรุษ และขนมกวน หรือกะละแมในวันสงกรานต์ นอกจากจะทำขึ้นเพื่อทำบุญแล้ว ยังแลกเปลี่ยนแจกกันในหมู่บ้านใกล้เคียง เพื่อแสดงอัธยาศัยไมตรีในวันสำคัญ  

            3. การทำความสะอาดบ้านเรือนที่อาศัยตลอดจนบริเวณใกล้เคียง
           เพื่อให้ดูเรียบร้อยโดยเฉพาะอย่างยิ่งที่บูฃาพระและที่เก็บอัฐิบรรพบุรุษ แม้เสื้อผ้าที่ใช้สอยก็ต้องซักฟอกให้สะอาดหมดจดโดยถือว่ากำจัดสิ่งสกปรกให้ สิ้นไปพร้อมกับปีเก่าและต้อนรับปีใหม่ ด้วยความบริสุทธิ์ผุดผ่อง  

            4. สถานที่ทำบุญ
           วัดเป็นสถานที่ทำบุญสวดมนต์เลี้ยงพระ และทำต่อเนื่องกันหลายวัน นอกจากจะทำความสะอาดกุฎีที่อาศัยแล้วยังต้องทำความสะอาดหอสวดมนต์ โบสถ์วิหาร ศาลาการเปรียญ ตลอดจนลานวัด เพราะต้องใช้ทำกิจกรรมหลายอย่าง ได้แก่ การทำบุญตักบาตร ปล่อยนกปล่อยปลา สรงน้ำพระ ก่อพระเจดีย์ทราย และงานรื่นเริงต่าง ๆ ด้วย 

             ก่อนหน้านี้ เราได้ฉลองวันปีใหม่สากลกันมาแล้ว ตอนนี้ก็ใกล้จะถึงเทศกาลวันปีใหม่ของไทยแล้วนะคะ นั่นก็คือ เทศกาลสงกรานต์ นั้นเองค่ะ ในวันนี้ ลูกหลานที่แยกย้ายออกไปสร้างครอบครัวอยู่ที่ใดก็จะกลับบ้านมาพบปะ กราบไหว้บุพการี นอกจากนี้ในวันสงกรานต์ยังมีกิจกรรมมากมาย ที่ไม่ใช่เพียงแค่การสาดน้ำอย่างเดียวนะคะ วันนี้กระปุกดอทคอมจึงได้นำกิจกรรมและข้อควรปฏิบัติในวันสงกรานต์ ที่เชื่อแน่ว่า หลายคนอาจยังไม่เคยทราบมาฝากกัน ส่วนจะมีอะไรบ้างนั้น มาดูพร้อมกันเลยค่ะ
 การทำบุญ
          การทำบุญในวันสงกรานต์มีทั้งพิธีหลวงและพิธีราษฎร์ มีรายละเอียดดังต่อไปนี้ 

           1. พิธีหลวง หรือ พระราชพิธีสงกรานต์
          วันที่ 15 เมษายน ในเวลาเช้า 10.30 น. พระสงฆ์ที่รับอาราธนามาเจริญพระพุทธมนต์ที่พระที่นั่งอัมรินทร์วินิจฉัย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เสด็จสรงน้ำพระบรมสารีริกธาตุ พระพุทธรูปสำคัญต่าง ๆ ที่หอพระสุราลัยพิมาน แล้วเสด็จหอพระบรมอัฐิที่หอพระธาตุมณเฑียร สรงน้ำพระ พระบรมอัฐิและพระอัฐิ ถวายสักการะพระสยามเทวาธิราชที่พระที่นั่งไพศาลทักษิณ เสด็จออกพระที่นั่งอัมรินทร์วินิจฉัย ทรงจุดธูปเทียนบุฃาพระรัตนตรัย ทรงศีล พระสงฆ์จำนวน 67 รูป เท่าจำนวนพระบรมอัฐิ และพระอัฐิที่อาราธนาจากวัดที่เกี่ยวข้อง กับพระบรมอัฐิและพระอัฐิ เจริญพระพุทธมนต์ ฉันภัตตาหารเพล
          เสร็จแล้วอัญเชิญพระบรมอัฐิ จากหอพระธาตุมณเฑียรเป็นกระบวนแห่ มีประโคมสังข์ แตร กลองชนะ ตั้งแต่เวลาเชิญออก จนกระทั่งถึงบนราชบัลลังก์นพปฏลมหาเศวตฉัตร ในพระที่นั่งอัมรินทร์วินิจฉัย ทรงจุดธูปเทียนราชสักการะพระพุทธรูปประจำพระชนมวาร ของพระบรมอัฐิ ทรงจุดธูปเทียน ถวายสักการะพระบรมอัฐิและพระอัฐิ ทรงทอดผ้าคู่ (ถือผ้าขาว 2 ผืน นุ่งผืน 1 ห่มผืน 1) มีขวดน้ำหอม 1 ขวด พระสงฆ์นั่งสดับปกรณ์ตามลำดับวัดประจำพระบรมอัฐิ
          เวลา 16.30 น. เสด็จสรงน้ำพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร พระพุทธสัมพรรณี พระชัยหลังช้าง พระพุทธรูปฉลองพระองค์รัชกาลที่ 1 รัชกาลที่ 2 เสด็จสรงน้ำพระคันธราษฎร์ สรงน้ำ พระโพธิ์ พระนิโครธ พระพุทธเจดีย์ทอง พระไตรปิฎกฉบับทองทึบ พระนาคที่วิหารขาวสดับปกรณ์ พระบรมอัฐิกรมพระราชวังบวรสถานมงคล และพระอัฐิเจ้านายต้นราชสกุลต่าง ๆ
          เปิดปราสาทพระเทพบิดรวันที 13, 14, 15, 16 เมษายน เพื่อให้ประชาชนถวายสักการะพระบรมรูปบูรพมหากษัตริยาธิราช
          เมื่อก่อนการบำเพ็ญพระราชกุศลในพระบรมมหาราชวัง มี 4 วัน คือวันที่ 13-16 เมษายน ปัจจุบันมีเฉพาะวันที่ 15 เมษายน วันเดียว ซึ่งในเช้าวันที่ 15 เมษายน โปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพนักงานนิมนต์พระ 150 รูป เข้าไปรับอาหารบิณฑบาตรทีในพระบรมมหาราชวัง
          เวลา 10.30 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินโดยรถยนต์พระที่นั่งจากพระตำหนักจิตรลดารโหฐาน พระราชวังดุสิตไปยังพระมหามณเฑียรในพระบรมมหาราชวัง
          พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จฯ พระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ สรงน้ำพระพุทธรูปสำคัญที่หอพระสุลาลัยพิมาน ทรงจุดธูปเทียนเครื่องนมัสการ แล้วเสด็จฯ ไปทรงจุดธูปเทียนบูชาพระสยามเทวาธิราชที่พระที่นั่งไพศาลทักษิณ เสด็จฯ ไปยังหอพระธาตุมณเฑียรทรงจุดธูปเทียนเครื่องราชสักการะและสรงน้ำพระบรมอัฐิ พระอัฐิ แล้วเสด็จออกพระที่นั่งอัมรินทร์วินิจฉัยทางพระทวารเทวราชมเหศวร์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงจุดธูปเทียนเครื่องนมัสการบูชาพระรัตนตรัย พระสงฆ์ทรงสมณศักดิ์ 71 รูป เจริญพระพุทธมนต์การพระราชพิธีสงกรานต์ จบแล้วทรงประเคนภัตตาหาร
          เมื่อพระสงฆ์รับพระราชทานฉันเสร็จเจ้าพนักงานเชิญพระบรมอัฐิและพระอัฐิออก ประดิษฐานบนพระราชบัลลังก์ ภายใต้นพปฏลมหาเศวตฉัตรและบนที่นั่งกงภายใต้ฉัตรขาวลายทอง 5 ชั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงจุดธูปเทียนเครื่องราชสักการะถวายบังคมพระอัฐิ แล้วพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงทอดผ้าคู่ พระสงฆ์สดับปกรณ์ พระบรมอัฐิและพระอัฐิ แล้วถวายอนุโมทนาถวายอดิเรก ถวายพระพรลา เสด็จพระราชดำเนินประทับรถยนต์พระที่นั่ง ที่พระที่นั่งทวารเทเวศรรักษาเสด็จพระราชดำเนินกลับ
          เวลา 16.30 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระทรงกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จพระราชดำเนินไปทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจแทนพระองค์ ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม เจ้าพนักงานกราบบังคมทูลรายงานเครื่องราชสักการะที่ทรงพระราชอุทิศ พระราชทานให้กระทรวงมหาดไทยเชิญไปถวายเป็นพุทธบูชาเจดียสถานต่างๆ แล้วเสด็จพระราชดำเนินเข้าสู่พระอุโบสถ ทรงพระสุหร่ายสรงพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากรพระสัมพุทธพรรณี พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก พระพุทธเลิศหล้านภาลัย ทรงจุดธูปเทียนถวายนมัสการ แล้วเสด็จพระราชดำเนินไปสรงน้ำปูชนียวัตถุตามเจดียสถานในพระอารามนี้ แล้วเสด็จพระราชดำเนินเข้าสู่หอพระนาก ทรงจุดธูปเทียนถวายสักการะพระอัฐิ 5 รูป สดับปกรณ์แล้วทรงทอดผ้าพระสงฆ์อีก 50 รูป สดับปกรณ์พระอัฐิพระราชวงศ์ พระสงฆ์ถวายอนูโมทนา ถวายดิเรก เป็นเสด็จการ  

            2. พิธีราษฎร์ 

              การทำบุญตักบาตรในวันสงกรานต์
              การทำบุญในวันสงกรานต์อาจจะทำการตักบาตรทำบุญได้ 2 แห่ง คือ ที่วัดหรือในบริเวณงานที่จัดไว้แล้ว วิธีตักบาตร ใช้วิธีเรียงแถวและนิมนต์พระเดินตามลำดับ โดยชายตักบาตรด้วยข้าว หญิงตักบาตรด้วยของคาวหวาน ถ้าเต็มบาตรก็ถ่ายใส่ภาชนะอื่น และนิมนต์ท่านรับจนทั่ว เสร็จแล้วอาจนิมนต์ท่านฉัน ณ สถานที่จัดงาน หรือให้ท่านนำไปฉันที่วัดก็ได้ ในเวลาตักบาตรพระสงฆ์จะสวดถวายพร คือ พาหุง พอเสร็จก็ช่วยกันยกอาหารคาวหวานไปถวายพระ ขณะพระฉันจะมีการอ่านประกาศสงกรานต์กันในตอนนี้ บางคนก็อาจจะอยู่ฟังอนุโมทนา เป็นอันเสร็จพิธี



 กิจกรรมที่ประชาชนทำในวันสงกรานต์
        
           การก่อเจดีย์ทราย
              จะทำในวันใดวันหนึ่งของวันที่ 13-15 เมษายนก็ได้ ผู้ทำบุญจะช่วยกันขนทรายมาก่อเป็นเจดีย์ขนาดต่างๆ ในบริเวณวัด ซึ่งจะเป็นประโยชน์ ให้ใช้ก่อสร้างหรือถมพื้นที่เป็นเรื่องที่ถือว่าได้บุญและสนุกสนาน แต่ไม่มีข้อจำกัดว่าต้องทำทุกวัด 
     
           การปล่อยนกปล่อยปลา
              เป็นการทำบุญเพื่อแสดงความกรุณาต่อสัตว์ นิยมทำในวันสงกรานต์และไม่จำกัดว่าจะทำในวัดเท่านั้น 
      
           การสรงน้ำพระ
              มีทั้งสรงน้ำพระพุทธรูปและภิกษุ สามเณร เพื่อความเป็นศิริมงคลในโอกาสขึ้นปีใหม่อันเป็นเวลาที่อากาศร้อน 
         
           การรดน้ำผู้ใหญ่
              เป็นเรื่องของการแสดงคารวะต่อผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือ ผู้ร่วมพิธีควรนำผ้า 1 สำรับ คือ ผ้านุ่ง 1 ผืน ผ้าห่ม 1 ผืน ไปมอบให้ท่านพร้อมกับดอกไม้ธูปเทียน การรดน้ำผู้ใหญ่ดังกล่าวมานี้มักจะรดหรืออาบท่านจริง ๆ จึงต้องมีผ้าไปมอบให้ ปัจจุบันบางแห่งรดเฉพาะที่ฝ่ามือ โดยจะเอาน้ำหอมเจือในน้ำด้วย แต่ก็ยังคงมีผ้านุ่งห่ม 1 สำรับ และดอกไม้ธูปเทียนไปแสดงความคารวะ และขอพรท่านก็จะให้ศีลให้พรให้มีความสุขปีใหม่ คือตั้งแต่วันสงกรานต์เป็นต้นไป
       
           การทำบุญอัฐิ
              เป็นเรื่องที่นิยมทำแบบนิมนต์พระ ชักบังสุกุลอัฐิของญาติที่ล่วงลับไปแล้ว แล้วอุทิศส่วนกุศลให้ โดยนิมนต์พระไปยังสถานที่เก็บหรือบรรจุอัฐิ หรือถ้าไม่มีอัฐิจะเขียนชื่อผู้ที่ล่วงลับไปแล้วก็ได้ เมื่อบังสุกุลแล้วก็เผากระดาษแผ่นนั้นเสีย เหมือนเผาศพ การทำบุญอัฐิจะทำในวันไหนก็ได้สุดแต่จะนัดหมายกัน การรื่นเริงจัดขึ้นเพื่อเชิ่อมความสามัคคีในหมู่คณะ เป็นการอนุรักษ์ประเพณีต่างๆ ในท้องถิ่นไว้ด้วย 
         
           การสาดน้ำ
              เป็นการสนุกสนานรื่นเริงอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งถือว่าเป็นสัญลักษณ์ของสงกรานต์ คือ สาดน้ำกันโดยมากจะเริ่มต้นในวันสรงน้ำพระ แต่บางแห่งพอเริ่มสงกรานต์ ก็เริ่มสาดน้ำกันทีเดียว ส่วนใหญ่แล้วใช้น้ำสะอาดมีน้ำอบน้ำหอม หรือแป้งหอมผสมบ้างก็ได้ และไม่ถือเป็นเรื่องเสียหาย 
        
           การแห่นางแมว
              บางแห่งอาจมีการแห่นางแมวเพื่อขอฝนด้วย ซึ่งเป็นเรื่องสนุกสนานรื่นเริงเหมือนกัน แต่ก็หวังผลในทางเกษตรกรรมด้วย กล่าวคือถ้าเกิดฝนแล้งก็แห่นางแมวกันในช่วงวันทำบุญสงกรานต์ เช่นเดียวกัน

          อย่างไรก็ตามในแต่ละท้องถิ่นย่อมมีค่านิยมและธรรมเนียมปฏิบัติเกี่ยวกับ ประเพณีสงกรานต์ที่แตกต่างกันออกไป ก็สมควรให้ปฏิบัติไปตามนั้น เพื่อเป็นการเคารพภูมิปัญญาของบรรพบุรุษที่ได้กลั่นกรองเลือกสรรแล้วว่า เหมาะสมกับท้องถิ่นของตนเอง ดังนั้นการจะเปลี่ยนแปลงใดๆ จึงขึ้นกับวิจารณญาณของเจ้าของวัฒนธรรมนั้นๆ โดยตรงที่จะเลือกรับหรือไม่รับสิ่งที่แตกต่างไปจากเดิม รวมทั้งสิ่งใหม่ๆ ที่แทรกเข้ามาอย่างไม่หยุดยั้ง 

 สิ่งที่ได้จากการทำบุญสงกรานต์ 

            1. เป็นการแสดงความเคารพบูชาต่อสิ่งที่ตนเคารพ ต่อบิดามารดา และผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือ 

            2. เป็นการชำระจิตใจ และร่างกายให้สะอาด 

            3. เป็นการรักษาประเพณีมาแต่เดิม 

            4. เป็นการสนุกสนานรื่นเริงในรอบปี และพักจากงานประจำชั่วคราว เพื่อจะไปพักผ่อนหย่อนใจ 

            5. เป็นการเตือนสติว่ามนุษย์นั้นผ่านไป 1 ปีแล้ว และในรอบปีที่ผ่านมาเราได้ทำอะไรบ้างและควรจะทำอะไรต่อไปในปีที่กำลังจะมาถึง 

            6. เป็นการเตรียมตัวบวช ถ้าเป็นผู้ชายโดยเอาระยะเวลานี้บวชกัน เพราะหลังสงกรานต์ต้องเตรียมตัวทำนาแล้ว 

            7. เป็นการทำความสะอาดพระ โต๊ะบูชา บ้านเรือน ทั้งในและนอกบ้าน


วันพุธที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2556

เตรียมตัวไป "ทะเล"


เตรียมตัวไป "ทะเล" กันเถอะ
สาว NUGIRL แบบเราจะไปทะเลทั้งที จะไปแบบโทรมๆ ก็คงจะไม่ได้ ใครว่าไปทะเลไม่ต้องเตรียมตัว ไม่จริงเลยยยยย ยิ่งอากาศร้อนๆ แบบนี้ยิ่งต้องเตรียมตัวให้ดี ทั้งเสื้อผ้า หน้า ผม ไหนจะผิวอีก คราวนี้ไปทะเล สาว NUGIRL ต้องเริ่ดกว่าใครแน่นอนจ้า

เด็กดีดอทคอม :: เตรียมตัวให้พร้อม "ก่อนไปทะเล"

Skin&Hair


ทะเลมักต้องคู่กับสายลมแสงแดด เพราะฉะนั้นเท่ากับว่าผิวสวยๆ ของเราต้องท้าแดด ทาลม และอาจจะต้องสัมผัสกับน้ำทะเล อาจทำให้ผิวและเส้นผมเกิดการระคายเคือง เพราะฉะนั้นเราต้องเตรียมอุปกรณ์สำหรับการดูแลผิวพรรณและเส้นผมให้มากเป็นพิเศษ ดูกันบ้างว่าเราต้องเตรียมอะไรกันบ้าง


ครีมกันแดด

สิ่งที่สาวๆ ห้ามลืมเด็ดขาดคือครีมกันแดดค่ะ! ทั้งครีมกันแดดสำหรับทาหน้า และครีมกันแดดสำหรับทาตัว ที่สำคัญคือต้องเลือกค่า SPF ให้เหมาะสมกับกิจกรรมที่เราต้องไปทำด้วยนะคะ ถ้าใครยังไม่รู้จะใช้ยี่ห้อไหน ลองเข้าไปอ่านคอลัมน์Pick Your Best :: 10 อันดับครีมกันแดดขั้นเทพ >>> Click!!!
เด็กดีดอทคอม :: เตรียมตัวให้พร้อม "ก่อนไปทะเล"

ครีมบำรุงผิว

นอกจากครีมกันแดดจะสำคัญแล้ว อีกสิ่งที่สาวๆ ห้ามลืมคือครีมทาผิวค่ะ ทั้งผิวหน้าและผิวกาย เพราะหลังจากที่ผิวเราโดนน้ำทะเล แสงแดด และฝุ่นละอองมาทั้งวัน ผิวของเราก็ต้องการการดูแล สาวๆ ไม่ต้องเอาครีมไปทั้งขวดก็ได้ค่ะ อาจจะแบ่งใส่ขวดยาขวดเล็กๆ ไปให้พอกับจำนวนวันที่ไป และอย่าลืมหากระดาษเล็กๆ มาแปะที่ขวดด้วยนะว่าขวดไหนเป้นครีมอะไร Day Cream หรือ Night Cream จะได้ไม่สับสนเนาะ ^^


โฟมล้างหน้า

โฟมล้างหน้าก็เป็นอีกสิ่งที่สำคัญมากๆ เพราะการไปทะเลเราต้องเจอทั้งลม ทั้งฝุ่น แสงแดด และความสกปรกต่างๆ เราจึงจำเป็นต้องล้างหน้าให้สะอาด ถ้าใครไม่สะดวกแบ่งครีมหรือโฟมใส่ขวดเล็กๆ พี่เตยแนะนำว่าให้ซื้อโฟมล้างหน้าขนาดเล็กไปจะดีกว่าค่ะ และที่สำคัญคือควรเตรียมของให้พร้อมตั้งแต่อยู่ที่บ้าน อย่าคิดว่าไปถึงเดี๋ยวค่อยซื้อก็ได้ เพราะแถวที่เราไปเที่ยวอาจจะไม่มียี่ห้อที่เราใช้ประจำ เกิดเปลี่ยนยี่ห้อโฟมล้างหน้าแล้วสิวเห่อมันจะไม่คุ้มน้า


สบู่อาบน้ำ ยาสระผม

ของใช้ส่วนตัวเล็กน้อยแบบนี้ก็ควรเตรียมไปให้พร้อม อย่าไปตายเอาดาบหน้า ควรเตรียมให้พร้อมก่อนไป เพราะถ้าเกิดอาการแพ้ขึ้นมา สาวๆ จะอดสนุกซะนะ ที่สำคัญคือควรเตรียมไปให้พอดีกับจำนวนวันที่ไป แต่บางที่ถ้าเราพักโรงแรมใหญ่ๆ ของพวกนี้อาจจะมีให้พร้อมเลยค่ะ
เด็กดีดอทคอม :: เตรียมตัวให้พร้อม "ก่อนไปทะเล"

ของใช้ส่วนตัวอื่นๆ

นอกจากครีมบำรุงผิวต่างๆ แล้ว ของใช้ส่วนตัวอื่นๆ สาวๆ ก็ควรเตรียมไปให้พร้อมค่ะ เช่น ผ้าขนหนู แปรงสีฟัน ยาสีฟัน ยาประจำตัว ผ้าอนามัย และอย่าลืมถุงพลาสติกสำหรับใส่เสื้อผ้าที่เปียกน้ำกลับมาด้วย! สิ่งของเหล่านี้ควรเตรียมไปให้พร้อม เพราะเราไม่สามารถใช้ร่วมกับคนอื่นได้ เพราะงั้นเตรียมของตัวเองไปให้พร้อมจะสบายใจกว่าค่ะ ;)

Clothes

หน้าร้อนแบบนี้ก็ต้องคู่กับเสื้อผ้าสไตล์ซัมเม๊อร์ ซัมเมอร์ใช่มั้ยคะ พอพูดถึงซัมเมอร์ สาวๆ หลายคนคงชุดเก่งสำหรับไปทะเลกันอยู่แล้วใช่ม๊า ;) Q&A วันนี้จะมาแนะนำไอเท็มเบสิกสำหรับสาวๆ ที่สามารถใส่ไปทะเลได้ นอกจากดูชิวๆ แล้ว ยังเหมาะกับหน้าร้อนแบบนี้ด้วย
เด็กดีดอทคอม :: เตรียมตัวให้พร้อม "ก่อนไปทะเล"

บิกินี่

อากาศร้อนๆ และทะเลก็ต้องคู่กับบิกินี่อยู่แล้ว > < ยิ่งซัมเมอร์แบบนี้สาวๆ ห้ามพลาดกับบิกินี่สีสันคอลเลอร์ฟูล แต่ก่อนที่สาวๆ จะใส่บิกินี่ อย่าลืมฟิตหุ่นซักหน่อยก่อนนะ (ใครอยากฟิตหุ่น ลองแวะเข้าไปอ่านคอลัมน์ Move It Up ของพี่ผึ้งได้เลย)แต่ถ้าสาวๆ คนไหนแอบเขิน พี่เตยแนะนำให้บิกินี่กับเสื้อยืดสีขาวตัวโคร่งๆ หรือหาผ้าพันคอผืนใหญ่มาผูกเอวทำเป็นกระโปรงพริ้วๆ ก็ดูน่ารักไม่เบาเหมือนกันค่ะ ^^


เสื้อยืดสีขาว

ลองหาเสื้อยืดสีขาวบางๆ ไซส์ใหญ่ ซักตัวมาใส่กับบิกินี่สีสดดูน่ารักปนเซ็กซี่สุดๆ ไปเลยค่า แต่ถ้าสาวๆ คนไหนไม่อยากใส่บิกินี่ แต่อยากลงเล่นน้ำทะเล พี่เตยแนะนำว่าไม่ควรใส่เสื้อสีขาวเล่นน้ำนะคะ เพราะพอเสื้อเปียกน้ำเสื้อจะบางจนเห็นตับไตใส้พุงหมดเลยน้า ถ้าสาวๆ อยากใส่เสื้อยืดลงเล่นน้ำ พี่เตยแนะนำให้ใส่เสื้อสีเข้มๆ อย่างสีดำ น้ำตาล น้ำเงิน ม่วง หรือเทาแทนจะดีกว่าค่ะ


กางเกงยีนขาสั้น

ไปทะเลแบบนี้อย่าลืมหยิบกางเกงยีนขาสั้นติดกระเป๋าไปด้วยนะ! ไอเท็มสำคัญแบบนี้ห้ามลืมเด็ดขาด จะใส่ไปเดินเที่ยวเล่นก็ได้ หรือจะใส่ลงเล่นน้ำก็ได้ แถมยังได้ลุคชิวๆ อีกด้วย หรือสาวๆ จะใส่กับบิกินี่ก็ได้เหมือนกันนะ!


แว่นกันแดด

แว่นกันแดดก็ถือว่าเป็นอีกไอเท็มนึงที่ขาดไม่ได้เช่นกัน เพราะนอกจากจะช่วยกรองแสงแดดไม่ให้ตาเมื่อยล้าแล้ว ยังถือว่าเป็นเครื่องประดับอีกชิ้นนึงด้วย เรียกได้ว่ามีประโยชน์สองต่อจริงๆ (ใครที่ไม่รู้จะใส่แว่นกันแดดแบบไหน ลองแวะเข้าไปอ่านคอลัมน์  Stylish Choice :: เลือกแว่นตากันแดดให้เหมาะกับรูปหน้าแบบเป๊ะๆ >>> Click!!!)
เด็กดีดอทคอม :: เตรียมตัวให้พร้อม "ก่อนไปทะเล"

หมวก

นอกจากแว่นกันแดดแล้ว อีกไอเท็มนึงที่มีความสำคัญไม่แพ้กันเลยก็คือ “หมวก” นั่นเองจ้า เพราะนอกจากจะช่วยบังแดดแล้ว ยังช่วยเพิ่มความกิ๊บเก๋ให้เราเวลาถ่ายรูปด้วยนะ! (ส่วนใครที่ไม่มั่นใจว่ารูปหน้าและทรงผมของเราต้องใส่หมวกแบบไหน พี่เตยแนะนำให้เข้าไปดูในคอลัมน์ Stylish Choice :: 5 วิธีเลือกหมวกให้เหมาะกับตัวเรา >>>Click!!! 


เดรสน่ารักๆ

มาทะเลทั้งที ต้องห้ามพลาดกับการใส่เดรสน่ารักๆ เดินเล่นชิวๆ ที่ริมหาดใช่มั้ยคะ :) เดรสที่สาวๆ ควรเลือกคือเดรสสีสันสดใส จะได้เหมาะกับบรรยากาศการไปทะเล จะเดรสสั้นหรือเดรสยาวสาวๆ เลือกได้ตามใจชอบเลยจ้า :] เดรสลายดอกไม้หรือเดรสสีพื้นใส่คู่กับบิกินี่ก็น่ารักไม่เบาเหมือนกันนะ


รองเท้าแตะ

ไอเท็มสำคัญกับอากาศร้อนๆ แบบนี้คงหนีไม่พ้นกับ “รองเท้าแตะ” ที่ให้ลุคสบายๆ เดินชิวๆ ริมทะเล แต่สาวๆ อาจจะต้องระวังเศษหอย เศษแก้ว หรือปูตัวเล็กๆ ที่อยู่ในทราย ถ้าเกิดเผลอเดินเท้าเปล่าไปเหยียบมันเข้าล่ะก็.. อาจจะได้แผลกลับมาก็ได้น้า (บางทีใส่รองเท้าแตะแล้วแต่ก็ยังเอาไม่อยู่เลย!)



Makeup
เด็กดีดอทคอม :: เตรียมตัวให้พร้อม "ก่อนไปทะเล"

ไปเที่ยวทะเลกับอากาศซัมเมอร์ๆ แบบนี้สาวๆ ไม่ควรพลาดกับการทาปากสีสดๆ อย่างสีส้มหรือสีแดงให้ดูร้อนแรงแข่งกับอากาศ> < แต่ถ้าใครไม่ชอบลุคเปรี้ยวๆ แบบนี้อาจจะทาลิปกรอสใสๆ ปัดแก้มสีชมพู ได้อารมณ์ใสๆ เด็กๆ ก็ดีเหมือนกันจ้า แต่ในฤดูร้อนสุดขีดในเดือนเมษายนแบบนี้ สิ่งที่สาวๆ ห้ามลืมเด็ดขาดคือ

1. ต้องลงครีมกันแดดก่อน! ห้ามละเลยน้า ไม่งั้นจะได้ผิวไหม้กลับไปเป็นของฝากเวลากลับบ้านไม่รู้ด้วยนะ

2. ไพรเมอร์ (Primer) เป็นสิ่งสำคัญมากกกกกกกับอากาศร้อนๆ แบบนี้ โดยเฉพาะสาวๆ ที่ลงอายแชโดวและอายไลเนอร์ ควรใช้อาย ไพรเมอร์ (Eye Primer)เป็นตัวช่วย มิเช่นนั้นทุกสิ่งอย่างจะไหลมากองรวมกัน!

3. ซัมเมอร์แบบนี้ สาวๆ ลองเพิ่มความสนุกให้กับการแต่งหน้าด้วยอายไลเนอร์สีๆ จะทำให้สาวๆ ดูสดใสมากขึ้นเยอะเลยค่ะ

4. ที่สำคัญคือควรเลือกเครื่องสำอางที่กันน้ำได้ โดยเฉพาะอายไลเนอร์ และมาสคาร่า เพราะถ้าสาวๆ ต้องโดนเพื่อนๆ ลากลงไปเล่นน้ำ กลับขึ้นมาตาอาจจะกลายเป็นหมีแพนด้าก็ได้นะ!
เด็กดีดอทคอม :: เตรียมตัวให้พร้อม "ก่อนไปทะเล"

Tips* 

มาเที่ยวทะเลแบบนี้ทั้งที ห้ามลืมเอากล้องถ่ายรูปมาเด็ดขาด! แต่ใครที่ไม่อยากพกกล้องมา อาจใช้สมาร์ทโฟนแทนกล้องถ่ายรูปได้เหมือนกันค่ะ

ใครเมาเรือ เมารถ เมาคลื่น อย่าลืมพกยาแก้เมามาด้วยนะ อีกอย่างคือต้องระวังเป็นตะคริวระหว่างที่ลงเล่นน้ำทะเลกันด้วยล่ะ! 

สาวๆ คนไหนว่ายน้ำไม่เป็น ห้ามลงไปเล่นน้ำลึกๆ เด็ดขาด ถ้าบริเวณชายหาดมีเขียนป้ายเตือนระวังน้ำลึก สาวๆ ต้องระมัดระวังมากเป็นพิเศษนะคะ ถ้าต้องนั่งเรือออกไปเที่ยวเกาะต่างๆ ทุกคนควรสวมชูชีพไว้เพื่อความปลอดภัยค่ะ
เด็กดีดอทคอม :: เตรียมตัวให้พร้อม "ก่อนไปทะเล"

-หลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์ เพราะอาจทำให้เกิดอุบัติเหตุและเกิดการทะเลาะวิวาทขึ้นได้

- ระวังท้องเสียเพราะรับประทานอาหารทะเล ต้องระมัดระวังเรื่องความสะอาด อาหารทุกชนิดควรปรุงให้สุกก่อนรับประทานค่ะ

- ร่วมมือกันไม่ทิ้งขยะลงทะเลและบริเวณชายหาด เพื่อช่วยกันดูแลให้ธรรมชาติสวยๆ อยู่กับเราไปนานๆ 






           ทีนี้สาวๆ ก็ไปเที่ยวทะเลกันได้อย่างสบายใจกันแล้วใช่มั้ยคะ ^^ สาวๆ NUGIRL คนไหนมีแพลนจะไปเที่ยวทะเลที่ไหน อย่าลืมมาคอมเม้นบอกพี่เตยกันด้วยน้า ตัวพี่เตยเองอยากไปหัวหิน แต่ยังไม่มีโอกาสได้ไปซักที ใครที่ไปเที่ยวหัวหิน อย่าลืมเที่ยวเผื่อพี่เตยด้วยนะคะ :P วันนี้คอลัมน์ Q&A กับพี่เตยต้องบ๊ายบายสาวๆ ไปก่อนละจ้า ขอให้สาวๆ เดินทางปลอดภัย และเที่ยวในสนุกกันด้วยนะคะ บ๊ายบายจ้า : )

วันอังคารที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2556

5 สเต็ปป้องกันร่างกาย &ผ่อนคลายจากความตึงเครียด


5 สเต็ปป้องกันร่างกาย &ผ่อนคลายจากความตึงเครียด5 สเต็ปป้องกันร่างกาย &ผ่อนคลายจากความตึงเครียด
ร้อนก็ร้อน งานก็ยุ่ง หงุดหงิด เครียด ก่อให้เกิดความเหนื่อยล้าทั้งกายและใจ...หากตกอยู่ในอาการอย่างนี้ปล่อยทิ้งไว้ไม่ได้แล้วล่ะ ต้องรีบปกป้องร่างกาย ทำให้ผ่อนคลายโดยเร็ว ซึ่งเรามี 5 สเต็ปการผ่อนคลายความตึงเครียดง่ายๆ ทำเองได้ไม่ต้องไปเสียสตางค์เลยค่ะ


Step 1 : ทานอาหารที่มีส่วนประกอบของวิตามิน B 2
ถ้ารู้สึกเครียดขึ้นมา ให้ทานอาหารที่มีส่วนประกอบของวิตามิน B 2 มากๆ เนื่องจากวิตามิน B2 จะช่วยกระตุ้นการหลั่งฮอร์โมนอะดีนาลินซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ช่วยต้านความตึงเครียด ซึ่งจะคลายความตึงเครียดได้ด้วยฮอร์โมนนี้นั่นเอง สำหรับวิตามิน B2 จะมีอยู่ในเนื้อหมู, จมูกข้าว, ถั่วต่างๆ, งา


Step 2 : แช่อ่างอาบน้ำรีแล็กซ์ร่างกาย
การอาบน้ำไม่ใช่แค่ชำระล้างร่างกายให้สะอาดเท่านั้น แต่เป็นกิจวัตรที่ขาดไม่ได้สำหรับการดูแลสุขภาพจิตใจ ซึ่งการแช่น้ำอุ่นเป็นเวลานานๆจะช่วยคลายความตึงเครียดได้...แช่น้ำอุ่นประมาณ 39-41 องศา สัก 20-30 นาที เส้นประสาทและกล้ามเนื้อจะผ่อนคลายขึ้น


Step 3 : พักผ่อนใจสบายๆอยู่ภายในห้อง
มนุษย์เราจะสงบใจที่สุดนั้นสีของที่อยู่มักจะสอดคล้องกับสีผิว ต้นไม้สีขาว, ผนังสีโคลน, วอลเปเปอร์สีอ่อนๆ จะใกล้เคียงกับสีผิวของมนุษย์เรา ดังนั้นหาวันว่าง นั่งจิบชาอยู่ในห้องเรียบๆโปร่งๆสบายๆที่บ้านดูบ้างจะเป็นการดี

Step 4 : กดจุดคลายความเหนื่อย
ความเหนื่อยล้า ความตึงเครียด สามารถสลายไปได้ด้วยการกดจุด เพราะเป็นการกระตุ้นต่อมน้ำเหลืองให้ไหลเวียนได้อย่างสะดวก และกลับมาทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
จุดที่กลางฝ่ามือ :ตรงกลางฝ่ามือของคนเราจะมีต่อมน้ำเหลืองอยู่ เพียงแค่แบมือ แล้วใช้นิ้วหัวแม่มือของอีกข้างกดลงไป จะช่วยกระตุ้นให้เลือดไหลเวียนได้ดี

จุดที่ใต้เข่า :เวลางอเข่า ด้านหน้าของหน้าแข้งจะกดที่ใต้เข่า ทำให้กดทับต่อมน้ำเหลือง ดังนั้นมาคลายต่อมน้ำเหลืองบริเวณนี้กัน ด้วยการตั้งเข่าขึ้น แล้วใช้นิ้วหัวแม่มือหรือนิ้วชี้กดลงไปแรงเล็กน้อย

จุดที่ใต้ฝ่าเท้า :ตรงกลางใต้ฝ่าเท้าจะมีจุดอยู่ ลองงอนิ้วเท้าทั้ง 5 แล้วจะเกิดรอยบุ๋มตรงกลาง จุดนี้จะช่วยปรับสภาพกระเพาะและลำไส้ได้ เพียงแค่ใช้นิ้วหัวแม่มือของมือทั้งสองข้างกดไปที่จุดใต้ฝ่าเท้าแรงๆค้างไว้ 10 วินาที แล้วกดอีก ทำ 10-15 ครั้ง จะช่วยผ่อนคลายได้ 


Step 5 : ผ่อนคลายสลายเครียดด้วยธรรมชาติบำบัด
เป็นเรื่องที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า เดินเล่นในสวนที่โอบคลุมด้วยต้นไม้เขียวชะอุ่มเป็นการรีแล็กซ์ความรู้สึกกับธรรมชาติ สูดหายใจเอาอากาศบริสุทธิ์เข้าให้เต็มปอด ความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าและตึงเครียดจะสลายไป วิธีการผ่อนคลายกาย-ใจง่ายๆไม่เสียตังค์ เดินเล่นในสวนสาธารณะสัก 2 ชั่วโมง เยี่ยมเลย

แปลและเรียบเรียง โดย : อุมัย
ที่มา : facebook sunchlorella


ทุกเรื่องราวที่น่าสนใจเกี่ยวกับการท่องเที่ยว อาหาร และสุขภาพ คลิกที่ http://travel.truelife.com
มาเป็นเพื่อนกับเราได้อีกหนึ่งช่องทางที่ Facebook http://www.facebook.com/TravelTruelife

ควรระวัง! 10 อาหารจานอันตรายในหน้าร้อน



ควรระวัง! 10 อาหารจานอันตรายในหน้าร้อน
ควรระวัง! 10 อาหารจานอันตรายในหน้าร้อน
ขอต้อนรับอากาศร้อนๆที่กำลังจะมาถึงช่วงเมษานี้ ด้วยการพาผู้อ่านไปรู้จักกับ 10 อาหารจานอันตราย รวมทั้งข้อควรระวังเกี่ยวกับอาหารในหน้าร้อน จะมีเมนูไหนบ้างตามไปเลย
1) ส้มตำเมนูนี้ ใครๆ ก็รู้ว่าฮิตกันแค่ไหน แต่ถ้าไม่สะอาดรับรองว่าอาจทำให้เกิดโรคอุจจาระร่วง หรืออาหารเป็นพิษกันได้ง่ายๆ จะว่าไปส้มตำตามร้านทั่วๆ ไป ส่วนใหญ่รสชาติก็จัดจ้านถึงใจกันอยู่แล้ว ยิ่งถ้าเป็นร้านส้มตำข้างทางที่ไม่สะอาด หรือปรุงไม่ถูกสุขอนามัย เช่น ปลาร้าไม่ต้มสุก มีแมลงวันตอม ใส่ปูดองไม่สดสะอาด หรือมีเชื้อโรคปนเปื้อนก็ยิ่งน่าเป็นห่วง ก่อนซื้อร้านไหนตัดสินใจให้รอบคอบก่อนนะครับ
2) อาหารทะเลผมเคยมีประสบการณ์อาหารเป็นพิษ (Food Poisoning) มาแล้ว เพราะทานอาหารทะเลที่ปนเปื้อนเข้าไป จึงรู้ว่าทรมานแค่ไหน ช่วงร้อนๆ แบบนี้ ถ้าอยากทานอาหารทะเลจึงควรปรุงให้สุก และหากจะไปทานตามชายทะเลก็ควรเลือกให้ดีว่าสด สะอาดหรือไม่ หากสงสัย ไม่ควรเสี่ยงเป็นอันขาด โดยเฉพาะอาหารทะเลจำพวกหอยที่มักปรุงแบบสุกๆ ดิบๆ ควรเลี่ยง 
3) อาหารหมักดองในช่วงร้อนๆ แบบนี้ ขอแนะนำให้เลี่ยงอาหารหมักดอง โดยเฉพาะอาหารหมักดองที่ขายตามท้องตลาด เพราะอากาศร้อนมากๆ ทำให้เชื้อโรคเติบโตได้ดี เช่น ยีสต์และเชื้อรา เช่น จากกะปิ แหนม ปลาร้า เมื่อทานเข้าไปอาจทำให้เกิดอาการท้องร่วง อาเจียน นอกจากนี้ ถ้ามีเชื้อไวรัสก็อาจทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรงได้ โดยเฉพาะในแหนม นอกจากจะมีโอกาสได้รับพยาธิตัวตืดแล้ว ยังอาจได้รับสารพิษที่มีชื่อว่า ไนโตรซามีน ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งอีกด้วยหากมีการเติมสารไนไตรต์หรือดินประสิวลงไป
4) ข้าวราดแกงใครก็รู้ว่าข้าวราดแกงนั้นต้องทำในปริมาณมากๆ แล้วราดข้าว หรือแบ่งขาย ถ้าทำใหม่ๆ ก็โชคดีไป แต่หากทำแล้วไม่มีคนซื้อ เมื่อบวกกับอากาศร้อน แมลงวันตอม ก็อาจทำให้อาหารเน่าบูดหรือเสียได้ นอกจากนี้ ในซูเปอร์มาร์เก็ต หรือร้านค้าที่ขายอาหารไม่หมดมีการนำอาหารถุงมาวางขายในช่วงเย็นๆ อย่าเห็นแก่ราคาแล้วรีบซื้อขอให้ดูดีๆ ก่อน
5) อาหารกระป๋องไม่เฉพาะหน้าร้อนนะครับที่อาหารกระป๋องจะทำพิษให้ท้องเราได้ ช่วงอื่นๆ ก็เป็น หากอาหารกระป๋องนั้นหมดอายุ บู้บี้ผิดรูป ก็ไม่ควรซื้อ ที่สำคัญ ซื้อไปแล้วหากทานไม่หมดไม่ควรเก็บไว้นาน เพราะอาจมีแมลงวันตอมหรือเชื้อโรคตามอากาศที่เข้าไปปะปนได้ในภายหลัง 
6) ยำอาหารเมนูยำก็เช่นเดียวกับเมนูอื่นๆ ที่มักจะมีอันตรายแฝงอยู่หากปรุงไม่ได้มาตรฐาน เพราะวัตถุดิบที่ใช้ เช่น กุ้ง หมูสับ มะเขือเทศ ฯลฯ ที่แม่ค้าเตรียมไว้อาจเสียได้ง่ายกว่าในช่วงอื่น 
เมื่อเราทานเข้าไปอาจทำให้ท้องเสียได้ง่ายๆ จึงควรระวังเมนูนี้เช่นกัน 
7) ลาบ ก้อย น้ำตก พล่าอาหารประเภทนี้ส่วนใหญ่จะปรุงแบบสุกๆ ดิบๆ ทำให้อาจมีเชื้อโรคปนเปื้อน เช่น เนื้อสัตว์ที่ย่างยังไม่สุกจะมีตัวอ่อนของพยาธิติดมา เนื้อหมูและเนื้อวัวอาจพบตัวอ่อนของพยาธิตัวตืด เนื้อหมูป่า หากไม่ปรุงให้สุกอาจจะเจอตัวอ่อนของพยาธิตัวกลมไทรชิเนลลา สไปเรลีส (Trichinella spiralis) ส่วนปลาและกุ้งน้ำจืดก็อาจเป็นพาหะนำโรคพยาธิตัวจี๊ดมาสู่คนได้ ยิ่งร้อนๆ แบบนี้โอกาสเสี่ยงต่ออาหารที่ไม่สด สะอาด ก็ยิ่งมีมากขึ้น 
8) ซูชิถ้าหากวางขายในร้านที่เชื่อถือได้ก็น่าจะวางใจ แต่หากวางขายในตลาดนัด ซึ่งเราไม่รู้ว่าคนขายนำวัตถุดิบมาจากแหล่งผลิตใด วัตถุดิบคืออะไร ยิ่งมาวางขายใกล้ถนนที่ฝุ่นฟุ้งกระจาย 
บวกกับอากาศร้อนๆ เมื่อของสดบวกกับความร้อนและเชื้อแบคทีเรียในอากาศผู้ที่ซื้อไปทานก็อาจมีอาการท้องร่วง ท้องเสียตามมา
9) เอแคลร์-ลูกชุบหรือขนมที่มีการปั้นๆ ถูๆ ประเภทนี้ก็ต้องระวังเช่นกัน เพราะเราไม่รู้เลยว่าเบื้องหลังการทำนั้นเป็นอย่างไร โดยเฉพาะสุขอนามัยในช่วงหน้าร้อนแบบนี้ อาจมีสิ่งปนเปื้อนมากกว่าเราคิดเสียอีก ที่สำคัญ สีที่ใส่ผสมลงไปในอาหาร ที่อาจไม่ใช่สีผสมอาหารที่ผ่านการรับรอง ทานเข้าไปก็เตรียมใจรับสารตะกั่ว
10) สลัดแม้ว่าผมจะสนับสนุนให้คนหันมาทานผักกันมากๆ เพราะจะช่วยลดอัตราเสี่ยงโรคมะเร็ง รวมทั้งบำรุงสุขภาพในระยะยาว โดยเฉพาะผักผลไม้มีสารแอนติออกซิแดนท์จำนวนมาก อย่างไรก็ตาม ผักสลัด เช่น ผักกาดต่างๆ กะหล่ำปลี มีโอกาสพบเชื้อโปรโตซัวได้หลายชนิด บางชนิดก็เป็นสาเหตุของโรคท้องร่วง เช่น เชื้อซัลโมเนลลา เป็นเชื้อโรคที่ทำให้เกิดโรคกระเพาะอาหารและลำไส้อักเสบ ทั้งเรื้อรังและรุนแรง นอกจากนี้ อาจพบไข่ของพยาธิหลายชนิด เช่น พยาธิไส้เดือน พยาธิแส้ม้า รวมทั้งไข่ของพยาธิตัวตืดอีกด้วย ผักทุกชนิดที่จะทานจึงจำเป็นต้องล้างให้สะอาดเสียก่อน

หน้าร้อนนี้ จึงควรระมัดระวังเรื่องอาหารการกินให้มากที่สุดครับ ตั้งแต่เลือกอาหารที่จะทาน ล้างมือให้สะอาดก่อนรับประทาน อุ่นอาหารให้ร้อน ฯลฯ เพราะหากพลาดพลั้งอาจถูกหามเข้าโรงพยาบาลหรือมีอาการเรื้อรังจากเชื้อโรคและปรสิตต่างๆ ตามมาได้...จะทานอะไรก็ระมัดระวังกันให้มากนะคร้าบ 
เครดิต : หน้าพิเศษ Hospital Healthcare นสพ.มติชน 

"อยู่ไฟ" ภูมิปัญญาไทยเพื่อคุณแม่หลังคลอด


"อยู่ไฟ" ภูมิปัญญาไทยเพื่อคุณแม่หลังคลอด

คงเป็นเรื่องปรกติสำหรับคุณแม่มือใหม่สมัยนี้ ที่เมื่อตั้งครรภ์แล้วก็เดินเข้าโรงพยาบาลเพื่อฝากครรภ์กับคุณหมอและทำตามคำแนะนำไป ประกอบกับความเร่งรีบของสังคมยุคนี้ จึงทำให้หลายๆ คนหลงลืมถึงภูมิปัญญาไทยโบราณอย่างการ "อยู่ไฟ"

คงเป็นเรื่องปรกติสำหรับคุณแม่มือใหม่สมัยนี้ ที่เมื่อตั้งครรภ์แล้วก็เดินเข้าโรงพยาบาลเพื่อฝากครรภ์กับคุณหมอและทำตามคำแนะนำไป ประกอบกับความเร่งรีบของสังคมยุคนี้ จึงทำให้หลายๆ คนหลงลืมถึงภูมิปัญญาไทยโบราณอย่างการ "อยู่ไฟ"
ความหมายของการ'อยู่ไฟ'นั้น คือกระบวนการดูแลหญิงหลังคลอด เพื่อให้ร่างกายฟื้นจากความเหนื่อยอ่อนให้กลับคืนสภาพปกติได้เร็วที่สุด โดยใช้ความร้อนเข้าช่วย ทำให้กล้ามเนื้อเส้นเอ็นบริเวณหลัง และขา ที่เกิดจากการกดทับขณะตั้งครรภ์ คลายตัว ลดอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อตามตัวในภายหลังได้เป็นอย่างดี
นอกจากนี้ ยังช่วยให้เลือดไหลเวียนได้ดี ทำให้อาการหนาวสะท้าน ที่เกิดจากการเสียเลือด และน้ำหลังคลอด มีอาการดีขึ้น ช่วยปรับสมดุลร่างกายในตัวคุณแม่ให้เข้าที่ และที่สำคัญ ช่วยให้มดลูกที่ขยายตัว หดตัว หรือเข้าอู่ได้เร็ว พร้อมกับช่วยให้ปากมดลูกปิดได้ดี ป้องกันการติดเชื้อในโพรงมดลูกหลังคลอด ทำให้น้ำคาวปลาแห้งเร็ว ลดการไหลย้อนกลับ จนนำไปสู่ภาวะเป็นพิษได้

การอยู่ไฟแบบดั้งเดิมในสมัยก่อนมี 2 แบบ คือ ไฟข้าง (ก่อไฟอยู่ข้างตัวบริเวณท้อง) และไฟแคร่ (คุณแม่นอนบนไม้กระดาน ส่วนเตาไฟอยู่ใต้แคร่ มีแผ่นสังกะสีรองทับอีกที วิธีนี้ดูเหมือนการปิ้งบนไฟ) ซึ่งส่วนใหญ่จะใช้แบบแรกมากกว่า โดยจะมีสามี หรือญาติ คอยดูเรื่องฟืนไฟให้ เพราะคุณแม่จะต้องอยู่ในเรือนไฟ 7 - 15 วัน หลังจากคลอด และห้ามออกจากเรือนไฟเด็ดขาด เพราะจะทำให้ตัวคุณแม่ปรับอุณหภูมิของร่างกายไม่ทัน ทำให้เกิดการเจ็บป่วย และไม่สบายได้ 
สำหรับปัจจุบัน การอยู่ไฟแบบข้างต้นนั้นเราคงหาได้แค่ตามต่างจังหวัดเท่านั้น สำหรับในเมืองก็สามารถหาคอร์สดูแลสุขภาพหลังคลอดได้ตามโรงพยาบาล สปาสุขภาพ หรือคลินิคแพทย์แผนไทยได้บ้างแล้ว แต่วิธีการได้เปลี่ยนแปลงไป เพราะการแพทย์สมัยใหม่ได้เข้ามาแทนที่ แต่ช่วงหลังได้มีการส่งเสริมการอยู่ไฟ ด้วยแพทย์แผนไทยประยุกต์กันมากขึ้น เช่น การนวดประคบ การเข้ากระโจม อาบน้ำอุ่น หรือการทับหม้อเกลือ

การเลือกใช้บริการแต่ละอย่างนั้น ต้องพิจารณาถึงความปลอดภัย และชำนาญการของผู้ให้บริการด้วย และที่สำคัญการใช้บริการในแต่ละคอร์ส มีราคาที่สูงพอสมควร ทางที่ดี วิธีที่สามารถทำเองได้ง่ายๆ คือ อาบน้ำอุ่นที่บ้าน ซึ่งบางบ้านอาจใช้สมุนไพร เช่น ตะไคร้ หรือมะกรูด ผสมอาบเพื่อสุขภาพด้วยก็ได้
จะเห็นได้ว่าการอยู่ไฟนั้น ช่วยในการพักฟื้นร่างกายที่แสนจะเหนื่อยล้าจากการอุ้มท้องคุณลูกได้เป็นอย่างดีเลยล่ะครับ แถมท้ายอีกนิด เรื่องอาหารการกินควรเน้นผัก และผลไม้มากกว่าเนื้อสัตว์ ดื่มน้ำอุ่น และไม่ควรอยู่ในที่ที่มีอากาศเย็นครับ

ทุกเรื่องราวที่น่าสนใจเกี่ยวกับอาหารและสุขภาพ คลิก food.truelife.com
มาเป็นเพื่อนกับเราได้ทาง Facebook ที่ www.facebook.com/FoodNHealthTruelife

ที่มา : manager.co.th // ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

ระวังเป็นโรคลมแดดหน้าร้อน


ระวังเป็นโรคลมแดดหน้าร้อน


แพทย์ ระบุ อากาศร้อนจัดความเสี่ยงยิ่งมาก แนะประชาชนสังเกต 4 อาการเบื้องต้น เหงื่อไม่ออก ตัวร้อนขึ้น หายใจติดขัดอาเจียน วิงเวียนศีรษะ ให้รีบพบแพทย์โดยด่วน ชี้ดื่มน้ำมาก ๆ ลดความเสี่ยงในการเป็นโรคได้
สืบเนื่องจากสภาวะอากาศที่เปลี่ยนแปลงบ่อยในขณะนี้ ทำให้การปรับตัวในการรับมือกับสภาวะอากาศที่เปลี่ยนแปลงของประชาชนในหลายพื้นที่เป็นไปอย่างยากลำบาก สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) จึงได้จัดทำคำเตือนและแนะนำให้ประชาชนรับมือกับโรคที่อาจเกิดขึ้นอย่างปัจจุบันทันด่วนกับสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงบ่อยในขณะนี้
โดย นพ.อนุชา เศรษฐเสถียร เลขาธิการ สพฉ.กล่าวว่า สภาพอากาศของประเทศไทยในขณะนี้มีความไม่แน่นอนสูง ทั้งร้อน สลับหนาวหรือบางวันก็มีฝนตก จึงทำให้ประชาชนในหลายพื้นที่ไม่สามารถปรับตัวรับกับสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงบ่อยในขณะนี้ได้
โดยเฉพาะอากาศที่ร้อนจัดอาจจะทำให้ประชาชนเสี่ยงต่อการเกิดโรคลมแดด หรือการเป็นลมจากอากาศร้อน (โรคฮีทสโตรก) ที่เกิดจากร่างกายไม่สามารถปรับอุณหภูมิได้ทันกับการที่ต้องไปอยู่ในสถานที่ที่มีอากาศร้อนจัดอบอ้าว และไม่มีอากาศถ่ายเท รวมถึงการออกกำลังกายในที่ร้อนจัดมาก ๆ ก็จะทำให้เกิดภาวะเสี่ยงต่อการเป็นโรคนี้ด้วย ซึ่งอากาศร้อนในลักษณะนี้นั้นจะทำให้เส้นเลือดส่วนปลายขยายตัวมาก และทำให้ความดันโลหิตต่ำลง จนทำให้เกิดอาการวิงเวียนหน้ามืดและเป็นลมได้
นพ.อนุชา กล่าวอีกว่า โรคนี้สามารถเกิดขึ้นได้แม้กับคนที่ร่างกายแข็งแรง ซึ่งคนที่เป็นลมแดดนั้นสมองจะไม่ทำงาน รวมถึงไม่สามารถควบคุมการทำงานของอวัยวะต่าง ๆ และอุณหภูมิในร่างกายได้ โดยคนที่เป็นลมแดดนั้นอุณหภูมิในร่างกายจะเพิ่มสูงกว่าปกติถึง 40 องศา ซึ่งเป็นภาวะฉุกเฉินที่ต้องรักษาอย่างเร่งด่วน เพราะมีโอกาสในการเสียชีวิตสูงหากพบแพทย์ไม่ทันท่วงที
ทั้งนี้ ประชาชนต้องเฝ้าสังเกตอาการของตนเองด้วยว่ากำลังจะเป็นโรคลมแดดหรือไม่ โดยอาการเบื้องต้นของโรคนี้คือ
           1. ไม่มีเหงื่อออก
           2. กระหายน้ำมาก
           3. ตัวร้อนขึ้นเรื่อย ๆ
           4. วิงเวียน ปวดศีรษะ มึนงง คลื่นไส้ หายใจเร็วอาเจียน 
หากเกิดอาการดังกล่าวจำเป็นต้องหยุดพักทันทีและรีบโทรแจ้งสายด่วน 1669 เพื่อนำตัวพบแพทย์ทันที
"สำหรับวิธีในการป้องกันตนเองเพื่อไม่ให้เสี่ยงต่อการเป็นโรคลมแดด คือ ควรดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 6-8 แก้ว และหากท่านต้องทำงานหรือปฏิบัติภารกิจภายใต้อากาศที่ร้อนจัด จะต้องดื่มน้ำให้ได้ชั่วโมงละ1ลิตร และควรเลือกสวมเสื้อผ้าที่ระบายอากาศได้ดี อาทิ ผ้าฝ้าย พร้อมกับหลีกเลี่ยงการอยู่ในที่ที่มีแดดแรง ๆ ด้วย" เลขาธิการ สพฉ. กล่าว 
 
แหล่งที่มา :   สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ

10 วิธีกินให้มีสุขยุคอาหารราคาแพง



เผย 10 วิธีกินให้มีสุขให้มีสุขยุคอาหารแพง  พร้อมลดปัจจัยเสี่ยงด้านสุขภาพและเพิ่มคุรค่าทางโภชาการในแต่ละมื้อ  หวังสร้างสุขภาพดี  ลดปัญหาโรคความดันโลหิตสูง  โรคหัวใจ  และโรคอ้วน
                ปัจจุบันการดำเนินชีวิตและการดูแลสุขภาพจำเป็นต้อวยึดหลักความเหมาะสมและพอเพียง  โดยเฉพาะปัยหาด้านสาธารณสุขที่เหิดจากกินอาหารในปริมาณมากเกินไป  ไม่ถูกหลักโภชนาการ  ส่งผลให้เกิดภาวะโรคเบาหวาน  โรคความดันโลหิตสูง  และโรคอ้วนลงพุงตามมา  ซึ่งเป็นปัยหาที่กรมอนามัยจำเป็นต้องแก้ไขอย่างเร่งด่วน  เพราะคนที่อ้วนลงพุงเป็นโรคเบาหวานมากกว่าคนไม่อ้วนลงพุง 3 เท่า  มีความดันโลหิตสูงและไขมันคอเรสเตอรอล  ซึ่งเป็นไขมันตัวร้ายมากกว่า 2 เท่าตัว  และคนอ้วนลงพุงจะเสียชีวิตจากโรคหัวใจวายมากกว่าคนทั่วไปถึง 2 เท่าตัว
                เพื่อลดปัยหาและสร้างสุขภาพดีให้กับตนเองประชาชนจึงควรพานำหลังพอเพียงมาใช้ในการกินอาหารแต่ละมื้อด้วย  โดยกินอาหารไห้ได้สารอาหารและพลังงานที่เพียงพอกับความต้องการของร่างกายแต่ละวัน  หากรู้สึกอิ่มให้ลดหรืองดการกินเพราะความอยาก  ความอร่อย  กินอาหารเพื่อบำรุงร่างกายให้แข็งแรง  ไม่กินอาหารรสหวาน  เค็ม  มันมากไป  หรือสร้างพฤติกรรมการกินอย่าง่ายภายใต้หลัก 10 วิธีกินในยุคอาหารแพง  ได้แก่
                1) กินพออิ่มในแต่ละมื้อ  โดยตักอาหารกะปริมาณพอดี  เช่น  ตักข้ายสวย 1 – 2 ทัพพี  ผัก 4 – 6 ช้อนกินข้าว  เนื้อสัตว์ 2 – 3 ช้อนกินข้าว  แล้วตามด้วยผลไม้ 1 – 2 ส่วน  ตามด้วยน้ำสะอาด 1 – 2 แก้ว  ก้เพียงพอ
                2) ดัดแปลงอาหารที่เหลือเป็นอาหารที่เหลือเป็นอาหารจานใหม่  เช่นผัดคะน้า  นำมาต้มจับฉ่ายผสมกับอื่นๆ  น้ำแกงส้มที่เหลือสามารถเติมถั่วฝักยาวมะละกอ  แครอท  ผัดบุ้ง  ส่วนผลไม้ที่เหลือหลายชนิดน้มาเป็นสลัดผลไม้  หรือ  ปลาทูทำให้ได้อาหารจานใหม่  และใช้ประโยชน์จากอาหารได้คุ้มค่าไม่มีอาหารเหลือทิ้ง
                3) ทำอาหารปริมาณมากกินได้หลายมื้อ  เช่น  ต้มไข้พะโล้หนึ่งหม้อกินได้ทั้งวัน  อาจเติมหน่อไม้จีนหรือผัดอื่นลงไปด้วยหรือกินร่วมกับผักสด  เช่น  แตงกวา  ผักกาดหอมหรือผักกาดขาวหรือคะน้าลวก
                4) หุงข้าวผสมข้าวโพด  ถั่ว  เผือก  มัน  ใส่เพื่อเพิ่มวิตามินและยังได้อาหารอื่นๆ  เพิ่มด้วย  และตอนนี้ข้าวราคาแพงจึงใส่ข้าวโพด  ถั่ว  เผือก  มัน  เสริมเข้าไปในข้าว  จะทำให้ข้าวในปริมาณน้อยลงด้วย
                5) ปรับเมนูอาหารคุณภาพดีราคาถูก  เช่น  ไข่พะโล้เพราะปกติใส่หมูกับไข่เท่านั้น  ก็เปลี่ยนจากหมูมาเป็นเต้าหู้แทนก็ได้
                6) ลดการกินจุบกินจิบ  กินอาหารหลัก 3 มื้อก้เพียงพอแล้ว  อาหารว่างเป็นผลไม้หรือนม
                7) งดกินอาหารมื้อดึก  เพราะกินอาหารมื้อดึกเข้าไปแล้วในช่วงเวลานั้นไม่มีการออกำลังกายหรือเคลื่อนไหวร่างกายใดๆ  มีแต่การนอนทำให้ร่างกายเผาผลาญอาหารที่กินไปน้อยมากและจะสะสมเป็นไขมันแทนทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นได้
                8) เคี้ยวอาหารช้าๆ  อย่ารีบริ้น  ซึ่งจะทำให้รู้สึกอิ่มเร็วกว่าเพราะร่างกายเราจะเริ่มอิ่มอมื่อกินอาหารไปประมาณ 20 นาที
                10 ) เน้นกินอาหารไทย  เช่น  ข้าวราดแกง  ก๋วยเตี๋ยวขนมจีน  แทนอาหารจานด่วนตะวันตก  นอกจากราคาถูกแล้วยังให้สารอาหารอาหารราบถ้วนและสมดุล  นพ. ณรงค์ศักดิ์  กล่าว
                สิ่งสำคัญสำหรับการกินอาหารให้ได้คุณค่าโภชนาการคือควรกินอาหารในแต่ละมื้อให้ครบ 5 หมู่  คืออาหารประเภทแป้ง  ไขมัน  เนื้อสัตว์นั้นจะเน้นให้กินปลา  เนื้อสัตว์ที่ไม่ติดมัน  ไข่  ถั่วประเภทต่างๆ  และเมล็ดธัญพืชเป้นประจำ
                นอกจากอาหารหลัก 5 หมุ่  แล้ว  ควรได้รับอาหารประเภทเมนูชูสุขภาพใน 4 กลุ่มคือ  กลุ่มอาหารที่ให้ใยอาหารสูงเพื่อช่วยให้การขัดถ่ายสะดวกขึ้น  อาหารที่อยู่ในกลุ่มวิตามินเอและธาตุเหล้กสูง  เพื่อช่วยเพิ่มความต้านทานโรคทำให้ร่างกายแข็งแรงและช่วยการเจริญเติฐโตของเด็กอาหารในกลุ่มอาหารที่มีไขมันต่ำ  ประชาชนผู้บริโภคจึงควรตะหนักและรู้จักเลือกกินอาหารที่เหมาะสมในยุดเศรญฐกิจพอเพียง  เพื่อสุขภาพที่ดีของตนเอง
                ที่มา : นิตยสาร เคล็ดลับการกินเพื่อชีวิตที่ดีกว่า