แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ บ้านจันเจ้า แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ บ้านจันเจ้า แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2556

สูตรน้ำสมุนไพร 3 สหาย



สูตรน้ำสมุนไพร 3 สหาย
รวมกันเป็นยา ...แต่หอมอร่อยชื่นใจ 

สมุนไพรมีอยู่มากมายหลายตำรับ แต่ที่ตรงคำกล่าวที่ว่า "สูงสุดคืนสู่สามัญ" ยาสมุนไพรสูตรตำรับเดียว ที่ใช้ป้องกันได้ทั้งโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตันและโรคหลอดเลือดสมองตีบนั้นมีอยู่ไม่กี่ตำรับ 

ในที่นี้ขอแนะนำตำรับหนึ่งที่มีผู้ใช้ได้ผล และบอกต่อกันมา คือตำรับกระเจี๊ยบแดง พุทราจีน และเตยหอม

* สมุนไพรชนิดแรก สีแดงและรสเปรี้ยวจี๊ดของกลีบเลี้ยงผลกระเจี๊ยบแดง นอกจากมีฤทธิ์ขับปัสสาวะ ขับนิ่วในไต และในระบบทางเดินปัสสาวะแล้ว ยังมีฤทธิ์ลดไขมันในเลือด และรักษาโรคความดันโลหิตสูง รวมทั้งลดความเหนียวข้นของเลือดลง ทำให้การไหลเวียนของโลหิตทั่วร่างกายดีขึ้น ซึ่งก็ช่วยรักษาเส้นเลือดขอดให้ทุเลาลงได้ด้วย

* สมุนไพรชนิดที่สอง รสหวาน มัน ฝาด ของผลพุทราจีนสุก ช่วยบำรุงโลหิต บำรุงร่างกาย บำรุงประสาท แก้โรคนอนไม่หลับ

นอกจากนี้ ยังอุดมด้วย วิตามินเอ วิตามินซี ซึ่งช่วยบำรุงสายตา และเพิ่มภูมิต้านทานโรค ที่สำคัญผลพุทราช่วยลดผลข้างเคียงจากกรดซิตริกของกระเจี๊ยบ

ในขณะเดียวกันก็ช่วยเสริมฤทธิ์ป้องหลอดเลือดหัวใจอุดตัน และเส้นเลือดสมองตีบ

* สมุนไพรชนิดที่สาม คือ รสหวานเย็นของใบเตย ช่วยบำรุงหัวใจ ชูกำลัง ลดพิษไข้ ดับพิษร้อนภายใน

วิธีทำ
------
ใช้กระเจี๊ยบแดงแห้ง 30 กรัม เนื้อพุทราแห้งไม่มีเมล็ด 30 กรัม ใบเตยแห้ง 5 กรัม

นำมาล้างน้ำให้สะอาด เติมน้ำพอประมาณแล้วแต่ชอบข้นมากก็ใส่น้ำน้อย อยากได้ข้นน้อยก็ใส่น้ำมาก แล้วเคี่ยวไฟอ่อนๆ ราว 10-15 นาที จะเติมเกลือและน้ำตาล (ไม่ฟอกขาว)เล็กน้อยก็ได้ เพื่อให้ได้รสชาติดีขึ้น

** แต่สำหรับผู้ป่วยเบาหวานและผู้ป่วยที่ควบคุมโซเดียมไม่ควรเติมอะไรเพิ่ม

ดื่มขณะอุ่น วันละ 2 ครั้ง ครั้งละ 1 แก้ว เช้า-เย็น หลังอาหาร ที่เหลือเก็บใส่ภาชนะมีฝาปิดแช่ตู้เย็นได้ แล้วนำมาอุ่นเพื่อดื่มในมื้อต่อไป

สำหรับผู้ป่วยโรคหัวใจ หรือโรคเส้นเลือดสมองตีบเรื้อรัง สามารถดื่มน้ำสมุนไพรสูตรนี้ได้ทุกวัน ช่วยเสริมการบำบัดรักษาที่แต่ละคนดูแลสุขภาพตนเองอยู่แล้วให้ดียิ่งขึ้น

ดื่มเป็นประจำทำให้สมองแจ่มใส หัวใจสดชื่นไปอีกนาน สำหรับผู้ที่ใช้สมองมาก เช่น นักเรียน นิสิต นักศึกษา หรือผู้บริหาร สามารถดื่มสมุนไพรสูตรนี้แทนซุปไก่สกัด หรือผลไม้สกัดราคาแพงๆ ได้เช่นกัน

นอกจากจะได้ยาบำรุงสมองที่มีสรรพคุณดีกว่าแล้ว ยังได้ยาราคาถูกกว่าอีกด้วย


ที่มา : มติชน

วันพฤหัสบดีที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2556

สมุนไพรไทยแก้โรคภูมิแพ้และหอบหืดได้ผลดีนัก(สูตร1)


สมุนไพรไทยแก้โรคภูมิแพ้และหอบหืดได้ผลดีนัก(สูตร1)

ช่วงอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย จึงทำให้ร่างกายปรับตัวไม่ทัน เพราะในวันหนึ่งๆ มีทั้งอากาศหนาว,ร้อน,ฝนตก
ทำให้เป็นภูมิแพ้ บางท่านเป็นหนักก็จะมีอาการหอบหืด
ดิฉันมีสูตรยาสมุนไพรมาฝาก (ได้ลองกับตัวเองแล้ว)
ได้ผลดีมากๆ เพราะเวลาเป็นทรมานมากๆ จะหายใจลำบาก เวลานอนก็นอนไม่ได้เพราะหายใจไม่สะดวก
สมุนไพรที่ใช้มีดังนี้
1. หอมแดง 1 หัว (ขนาดเท่าหัวแม่มือผู้ป่วย)
2. กระเทียม (ขนาดเท่าหัวแม่มือผู้ป่วย)
3. ขิง เหมือนกับข้อ1-2
4. มะนาว 3-4 ลูก
5. น้ำผึ้ง 2-3 ช้อนโต๊ะ
หอมแดง, กระเทียม, ขิง ที่เอาเปลือกออกแล้ว โขลกรวมกัน
(ถ้ามีเครื่องปั่นก็ใช้วิธีปั่น)ให้ละเอียด
มะนาวบีบเอาน้ำ นำมาผสมรวมกันกับหอมแดง กระเทียม ขิง และน้ำผึ้ง
ป.ล. ควรทำทีละมากๆหน่อย กะปริมาณเพราะสูตรข้างบนนี้เฉพาะดื่มครั้งเดียว ถ้าทำมากเก็บแช่ตู้เย็นไว้ดื่มทุกวันดื่มเวลาไหนก็ได้วันละกี่ครั้งก็ได้ เพราะสมุนไพรมีแต่ประโยชน์ไม่มีโทษ
ตอนแรกดิฉันดื่มได้ประมาณ 1 เดือน อาการดีขึ้นมาก จากที่ต้องกินยา พ่นยา เดี๋ยวนี้ไม่ต้องใช้ยาแล้ว
ถึงจะหายถ้านึกได้ก็จะดื่มเสมอๆ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
http://ict.in.th/21371

@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@

วิธีรักษาโรคหอบหืดด้วยสมุนไพร (สูตร2)
ช่วยบอกต่อด้วยนะครับสำคัญมาก เมื่อก่อนลูกชายผมเป็นหอบ ทรมาณมาก ก็ได้วิธีรักษามาจากคุณแม่(แม่ยุพิน ใจทัน) ตอนนี้ลูกชายผมหายขาดแล้ว
วิธีรักษา
1.ใบกระเพราแดง
2.น้ำผึ้งแท้
3.เกลือ
4.เหล้าขาว
วิธีใช้
นำใบกระเพราะแดงผสมกับน้ำผึ้งใส่ในครกตำให้เข้ากันแล้วเอาเกลือใส่(นิดเดียว)กับเหล้าขาวนิดหน่อยตำให้เข้ากัน
คั้นเอาน้ำไปให้คนที่เป็นหอบหืดกิน กินทุกวันไม่นานก็หายครับ
ลองดูนะ
ถ้าหายแล้วก็ขอบคุณด้วยนะครับ
ก็ขอยกความดีนี้ให้แม่ยุพิน ใจทันด้วยครับ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
http://khum.co/board-story/t68069

สูตรรักษาโรคริดสีดวงทวาร...แนวชีวจิต


สูตรรักษาโรคริดสีดวงทวาร...แนวชีวจิต

กับสาเหตุหลักการเกิดโรคริดสีดวง



แม้โรคริดสีดวงทวารหนักจะน่ารำคาญ แต่ก็ไม่ใช่โรคร้ายแรง และอาการมักจะดีขึ้นเอง หากดูแลรักษาตนเองอย่างถูกต้อง ซึ่งโรคนี้เกิดขึ้นได้จากสาเหตุหลายประการ แต่ที่พบบ่อยที่สุดเกิดจากพฤติกรรมการกิน การขับถ่าย และการใช้ชีวิตประจำวันผิดๆ

อาจารย์สาทิส อินทรกำแหง ให้คำแนะนำแก่ผู้ที่มีปัญหาโรคริดสีดวงทวารไว้ดังนี้

-ปรับอาหารด้วยสูตรชีวจิต (ข้าวกล้อง50 เปอร์เซ็นต์ ผัก 25 เปอร์เซ็นต์ โปรตีนจากพืช 15 เปอร์เซ็นต์ เบ็ดเตล็ด 10 เปอร์เซ็นต์) และกินสับปะรดอย่างน้อย 1 เสี้ยวถึงครึ่งผลทุกวัน รวมถึงคั้นน้ำสับปะรดดื่มวันละแก้ว (อย่าใช้น้ำสับปะรดกระป๋อง) ทั้งกินทั้งดื่มประมาณ 1 อาทิตย์ สับปะรดจะช่วยในการย่อยอาหาร และช่วยให้การขับถ่ายสะดวกดีขึ้น

-น้ำส้มสายชูแอ๊ปเปิ้ลไซเดอร์ 2 ช้อนโต๊ะ ผสมน้ำผึ้ง 2 ช้อนโต๊ะ เติมน้ำสุกเล็กน้อย (4 ช้อนโต๊ะ) แล้วจิบตลอดวัน ช่วยแก้อาการคันและแสบของริดสีดวงได้

-ทำดีท็อกซ์ตอนเช้า ควรใช้น้ำมันหล่อลื่นหรือครีมแก้ริดสีดวงทาที่ปลายสายยางสำหรับทำดีท็อกซ์จนเยิ้ม อย่าให้ปลายสายฝืดเป็นอันขาด ต้องหล่อลื่นให้มากๆ

-อย่ากินเค็ม กินเค็มทำให้อ้วน และทำให้น้ำอยู่ในตัวมาก น้ำมากทำให้เส้นเลือดพอง ริดสีดวงก็เลยพองโตตามไปด้ว

-สร้างสุขนิสัยที่ดีในการขับถ่าย ได้แก่ ควรถ่ายให้เป็นเวลา ไม่นั่งถ่ายหรือเบ่งอยู่นานๆ และเมื่อปวดก็อย่าอั้นไว้ ควรถ่ายทันที เพื่อป้องกันการเกิดริดสีดว

-หลังอุจจาระควรใช้น้ำล้าง และหลีกเลี่ยงการใช้กระดาษเช็ด

-ควรหลีกเลี่ยงการยกของหนัก เช่น โซฟาหรือตู้ เพราะจะก่อให้เกิดแรงกดที่ก้น ทำให้คนที่เป็นริดสีดวงอยู่แล้วอาการกำเริบได้เช่นกัน

ขอขอบคุณข้อมูลจาก ชีวจิต

@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@

สาเหตุหลักการเกิดโรคริดสีดวง

โรคริดสีดวงคือโรคที่เกิดจากโป่งพองของหลอดเลือดบริเวณรูทรวารหนัก ซึ่งสาเหตุที่ทำให้หลอดเลือดเกิดการโป่งพองนั้นอาจเกิดได้จาก การเบ่งอุจจาระ, ท้องผูก, ท้องเสีย, อาหารที่รับประทาน, อายุ, การเช็ดที่อาจรุนแรงเกินไป, โรคทางลำไส้บางชนิด, หรือ ความดันโลหิตสูง ปัจจัยเหล่านี้อาจทำให้เกิดโรคริดสีดวงทวารขึ้นได้
การเบ่งอุจจาระ : การเบ่งอุจจาระทำให้เกิดการเกร็งตัวของหลอดเลือด บริเวณรูทวาร ซึ่งในระยะยาวการเบ่งอุจจาระจำทำให้หลอดเลือดบริเวณทวารหนักค่อยๆเสื่อมลงและเกิดลักษณะปูดนูนขึ้น

ท้องผูก : อาการท้องผูกเป็นสาเหตุหลักอีกอย่างหนึ่งที่ทำให้เกิดโรคริดสีดวง เพราะโดยธรรมชาติของคนเรา เมื่อมีอาการท้องผูก ก็จะต้องเบ่งเพื่อขับถ่ายอุจจาระ ดังนั้นหากคุณเกิดอาการท้องผูกให้ลองใช้เทคนิคต่อไปนี้
หายใจเข้าลึกๆ : การหายใจเข้าลึกๆจะสามารถช่วยให้เกิดการเคลื่อไหวในบริเวณลำไส้ ซึ่งช่วยในการขับถ่าย
อย่าการกลั้นหายใจ : คนท้องผูกส่วนมากมักจะกลั้นหายใจโดยอาจไม่รู้ตัวซึ่งส่งผลทำให้เกิดความดันโลหิตสูงขึ้นในหลอดเลือดบริเวณทวารหนัก และทำให้เกิดเป็นโรคริดสีดวงได้ง่ายขึ้น
อย่านั่งส้วมนานเกิด 5 นาที : ถ้าคุณไม่สามารถ่ายได้ภายใน 5 นาที ก็อย่าพยายามฝืนมัน ให้ลองออกจากห้องน้ำไปทำอะไรเสียก่อน และค่อยกลับมาลองใหม่

ท้องเสีย : สาเหตุที่ทำให้ท้องเสียมีหลายสาเหตุ เช่น การทานอาหารที่มีรสจัดเกินไป, การติดเชื้อ, แพ้นมวัว แต่ไม่ว่าคุณจะท้องเสียด้วยสาเหตุใด เมื่อคุณขับถ่ายบ่อยครั้ง หูรูดบริเวณทวารหนักต้องทำงานมากขึ้น และหากคุณท้องเสียบ่อยครั้ง คุณก็มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคริดสีดวงได้มากขึ้น


ทานอาหารที่ไม่มีกากใย : อาหารที่คุณรับประทานเป็นประจำมีผลต่อโอกาสการเกิดของโรคริดสีดวง อาหารที่มีการใยสูง เช่น ผักและผลไม้ สามารถช่วยทำให้ระบบขับถ่ายทำงานได้ดีขึ้นและลดความเสี่ยงในการเกิดโรค หรือการทานเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนหรือแอลกอฮอล์เป็นประจำสามารถเป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคริดสีดวงทางอ้อมได้ เนื่องจากเครื่องดืมที่มีคาเฟอีนและแอลกอฮอล์จะไปดึงน้ำออกจากร่างกาย เมื่อร่างกายขาดน้ำ จะทำให้เกิดการท้องผูกและเกิดโรคริดสีดวงได้ง่ายขึ้น

การทำความสะอาด : การเช็ดที่รุนแรงหรือถี่เกินไปบริเวณทวารหนัก จะทำให้เกิดการเสียดสี ร่างกายจะตอบสนองด้วยการพยายามสร้างเกราะป้องกันสิ่งที่มากระทบกระทั่งมัน จึงทำให้คุณมีโอกาสเป็นริดสีดวงได้มากขึ้น



อายุที่มากขึ้น : ดังที่ได้กล่าวไปแล้วข้างต้น โรคริดสีดวงเป็นโรคที่เกิดจากความเสื่อม ของหลอดเลือดบริเวณทวารหนัก เมื่อคนเรามีอายุมากขึ้น เนื้อเยื่อและกระดูกของเราจะค่อยๆเสื่อมลง ลำไส้อาจทำได้ไม่ดีและทำให้มีโอกาสทำให้ท้องผูกและเกิดโรคริดสีดวงได้มากขึ้น

ขอขอบคุณข้อมูลจาก http://sukapapdeedee.com/disease/intestine-disease/hemroids/1.html

เหยียบกะลา ธรรมชาติบำบัด รักษาได้ทุกโรค

การเหยียบกะลา เป็นศาสตร์หนึ่งที่ใช้ธรรมชาติบำบัด และรักษาโรคได้หลายโรค บางคนมองข้ามไปคิดว่าจะต้องไปนวดสปา นวดจับเส้น หรือว่าได้รับอาหารดี ๆ หรือจะเป็นอาหารเสริมต่าง ๆ สิ่งเหล่านั้นก็ถือว่าดีเหมือนกัน แต่ในความเป็นจริงแล้วเราจะทำได้ไหมที่จะต้องไปนวดสปา ซึ่งราคาค่อนข้างแพง หรืออาจจะไม่มีเวลาไปนวดจับเส้น หรือบางคนอาจจะไม่มีเงินพอที่จะซื้ออาหารเสริมราคาแพง ๆ มาบำรุงร่างกาย แต่การเหยียบกะลานั้น สามารถทำได้ทุก ๆ วัน เพียงแค่ใช้เวลากับมันสักเล็กน้อย เราก็จะได้สุขภาพเ้ท้า สุขภาพกายที่ดีกลับคืนมาโดยที่ไม่จำเป็นต้องเสียเงินทองเลย

การเหยียบกะลา สามารถฟื้นฟูผู้ป่วยเบาหวาน และโรคความดันโลหิตสูงได้ ซึ่งมีรายงานจากโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลตากูก จังหวัดสุรินทร์ จากผู้ป่วยที่เคยทำแผลที่เท้า หลังจากที่ใช้ให้ผู้ป่วยเหยียบกะลา ก็จะทำให้ผู้ป่วยรู้สึกดีขึ้น ลดการทำแผลได้มาก 75 % และลดอาการชาไปเรื่อย ๆ 25 %
กะลาที่ใช้ควรเลือกกะลาที่มีก้นแหลมพอสมควรเพื่อเท้าเราจะได้สัมผัสกับส่วนที่แหลม ทำให้ช่วยผ่อนคลายจุดต่าง ๆ บริเวณอุ้งเท้ากะลาควรเลือกสถานที่ในการวางให้เหมาะสม กะลาควรวางในที่ที่แน่น ไม่คลอนแคลน ควรวางบนพื้นดินทราย หรือเย็บติดกับพื้นพรม ไม่ควรวางบนพื้นปูน หรือพื้นที่แข็ง เพราะจะทำให้ลื่นได้ง่ายอาจทำให้เกิดอันตรายในการเหยียบได้สำหรับการขึ้นไปเหยียบกะลานั้น ควรหาอุปกรณ์ในการยึดจับให้มั่น เพื่อจะได้ไม่เป็นอันตรายในระหว่างการเหยียบกะลา อาจจะเป็นราวไม้ หรือว่าวางกะลาไว้ใกล้ ๆ โต๊ะ ใกล้ ๆ ผนังกำแพงบ้านไว้สำหรับจับ เพื่อป้องกันการล้มได้การเหยียบกะลา หากผู้ที่ยังยืนไม่แข็งแรง ก็ควรใช้เก้าอี้ในการนั่งก่อน แล้วค่อย ๆ พัฒนาในการยืนต่อไป

การเหยียบกะลานั้น ก็ขึ้นไปยืนลักษณะผ่อนคลาย ไม่เกร็ง ยืนแบบสบาย ๆ ค่อย ๆ ย่ำเท้าให้จุดสัมผัสบริเวณอุ้งเท้าเปลี่ยนจุดสัมผัสไปเรื่อย ๆ การเหยียบกะลานั้น ควรทำอย่างสม่ำเสมอ ทำทุกวันตอนเช้าหรือตอนเย็นก็สุดแล้วแต่จะมีเวลา แต่ที่สำคัญก็ต้องทำเป็นประจำ 2 - 5 นาทีการดูแลสุขภาพของเรานั้น ไม่จำเป็นที่จะต้องลงทุนมากมายอะไร เพียงแต่นำเอาวัสดุใกล้ตัว วัสดุธรรมชาติมาใช้ในการบำบัดรักษา

การเหยียบกะลา กับโรค เบาหวาน ความดันโลหิตสูง หากเราดูแลร่างกาย ดูแลสุขภาพของเราอย่างสม่ำเสมอ โรคเหล่านั้นก็จะค่อย ๆ ทุเลา หรืออาจหายไปเลยก็ได้หากเราทำอย่างสม่ำเสมอ ส่วนที่เหลือจากกะลามะพร้าว ก็นำไปปลูกต้นไม้ได้ ไม่เสียประโยชน์

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
http://thaitopfood.blogspot.jp/2012/11/blog-post_1.html

สาระวันวัน: เหยียบกะลา ธรรมชาติบำบัด รักษาได้ทุกโรคการเหยียบก...

สาระวันวัน:
เหยียบกะลา ธรรมชาติบำบัด รักษาได้ทุกโรคการเหยียบก...
: เหยียบกะลา ธรรมชาติบำบัด รักษาได้ทุกโรค การเหยียบกะลา เป็นศาสตร์หนึ่งที่ใช้ธรรมช าติบำบัด และรักษาโรคได้หลายโรค บางคนมองข้ามไปคิดว่าจะต้...

ผักผลไม้ต้านมะเร็ง

ผักผลไม้ต้านมะเร็ง
สูตร ผักผลไม้ต้านมะเร็ง
เป็นสูตรน้ำผักต้านมะเร็ง ลองทำทานกันดูนะคะ
บทความคัดลอกมานะคะ.
น้ำผักผลไม้สูตรนี้ ช่วยให้ร่างกายแข็งแรง มีผิวพรรณสดใส
ลองนำไปปั่นทานกันดู..น่าจะดีต่อสุขภาพไม่มากก็น้อย
ส่วนประกอบก็ราคาไม่แพงมากด้วย
สูตรมีดังนี้
1. แอปเปิ้ล 1 ผล
2. แครอท 1 ลูก
3. ผักสลัด (ผักกาดแก้ว) 3 ใบ
4. ตั้งโอ๋ 2 ก้าน
5. มะนาว 1 ลูก
6. น้ำเสาวรส 1/2 แก้ว (ถ้าไม่มีสดให้ซื้อน้ำเสาวรสกระป๋องก็ได้ค่ะ)
7. น้ำผึ้งแท้ 1/2 แก้ว
8. น้ำเปล่า 1-2 แก้ว แล้วแต่ความชอบ
9. ฝรั่ง 1 ผล
10. มะเขือเทศสีดา (ลูกเล็กๆ) 5 ลูก
11. น้ำตาลทรายแดง 3 ช้อนโต๊ะ
นำทุกอย่างมาปั่นรวมกัน
สูตรนี้จะทำได้ประมาณ 1 ลิตร ในกรณีที่เป็นคนป่วย
ให้รับประทานวันละ 1 ลิตร แต่ถ้าดื่มเพื่อสุขภาพเฉยๆ
สามารถเก็บไว้ในตู้เย็นได้ประมาณ 2-3 วัน
ขอบคุณข้อมูลจาก http://www.jatuka.com/ความรู้ทั่วไป/สูตรน้ำผักต้านมะเร็ง/

วันอังคารที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2556

มะเร็ง…ป้องกันได้ด้วยอาหาร


คนส่วนใหญ่กลัวมะเร็ง  เพราะแต่ละปีมีผู้เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งชนิดต่างๆ  เป็นจำนวนมาก  ดังนั้น  นิกวิชาการจึงทำการศึกษาและพบว่าอาหารจากธรรมชาติสามารถช่วยป้องกันมะเร็งได้
วิตามินซี  จากการพบว่าผู้ป่วยมะเร็งมีวิตามินซีในเส้นเลือดน้อยเกินไปทั้งนี้  วิตามินซีช่วยป้องกันการทำลายหัวใจอันเนื่องจากยารักษามะเร็ง (เช่น Doxorubicim) และเป็นที่ต้องสงสัยว่าผลข้างเคียงจากการทำคีโมและการฉายแสงทำให้ปริมาณวิตามินซีลดลง
อาหารที่มีวิตามินซี  ควรกินผักและผลไม้เป็นประจำสม่ำเสมอ  เช่น  ฝรั่ง  ส้ม  สตรอเบอร์รี่  กีวี  พริกหวาน  บร๊อกโคลี่  และกะหล่ำ
ข้อควรระวัง  วิตามินซีอัดเม็ดส่วนมากมีความเข้มจ้นเกินไป  ควรกินไม่เกินวันละ 100 กรัม
ผลข้างเคียง  ผู้ที่สูบบุรี่จัดไม่ควรกินวิตามินซีมากเกินไป  เพราะจากการศึกษาพบว่าจะเพิ่มความเสี่ยงกับโรคปอดกับมะเร็งปอด  และมีผลในการลดประสิทธิภาพของยาบางชนิดหรืออาจเร่งปฏิกิริยาของยาให้แรงขึ้น  ดังนั้น  จึงควรสอบถามแพทย์เมื่อต้องกินยารักษาโรค
วิตามินอี  ช่วยป้องกันเชลล์จากปัจจัยเสี่ยงของโรคมะเร็ง (เช่น  รังสียูวี  สารเคมี)  โดยเฉพาะผู้ป่วนที่เป็นโรคมะเร็งกระเพราะและลำไส้  รวมทั้งมะเร็งเม็ดเลือดขาวผู้ป่วยกลุ่มนี้มีวิตามินอีในเลือดน้อยเกินไป  อาหารที่มีวิตามินอี  เช่น  เมล็ดพืชน้ำมันข้าวสาลี  น้ำมันดอกทานตะวัน ฯลฯ
ข้อควรระวัง  ผู้ที่สูบบุรี่ไม่ควรกินวิตามินอีมาก  เพราะจะช่วยเพิ่มความเสี่ยงกับโรคมะเร็งปอดเช่นเดียวกับวิตามินซี
เบต้าแคโลทีน  ช่วยในการเจริญเติบโตของเซลล์และช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันแข็งแรง  อาหารที่มีเบต้าแคโรทีน  เช่น  ถั่วสีเขียว  แครอต  บล็อกโคลี่  มะเขือเทศและฟักทอง
ผลข้างเคียง  ผู้ที่สูบบุรี่ไม่ควรกินเบต้าแคโรทีนขนิดอัดเม็ดสำเร็จรูปมากกว่า 20 มิลิกรัมต่อวัน  เพราะมัรจะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคมะเร็ง
ซีลีเนียม  แร่ธาตุตัวนี้ช่วยปกป้องเซลล์  ในผู้ป่วยมะเร็งต่อมลูกหมากมักพบว่ามีซีเนียมในเลือดน้อย  อาหารที่มีซีล๊เนียม  เช่น  เนื้อสัตว์  ไข่  เมล็ด  ข้าวสาลี  และหน่อไม้ฝรั่ง
ผลค้างเคียง  สัญญาณที่เตือนว่ากินซีลีเนียมากไปก็คือลิ้นจะรู้สึกรับรสของโลหะ
สังกะสี  นอกจากธาตุเหล็กแล้วสังกะสีก็เป็นแร่ธาตุจำเป็นอีกตัวหนึ่งในอวัยวะของเรา  จาการศึกษาพบว่าสังกะสีต่ำก็คือ  ติดเชื้อบ่อย  บาดแผลอักเสบรักษายาก  ท้องร่วง  ผมร่วง  เบื่ออาหาร  ซึมเศร้า  อาหารที่มีสังกะสี  เช่น  เนื้อสัตว์นม  และผลิตภัณฑ์จากนม
ผลข้างเคียง  สังกะสีจะขัดขวางการดูดซึมซีวีเนียม  จึงควรที่จะทิ้งระยะการกินให้ห่างกัน  เช่น  เช้าหรือเย็น  ไม่ควรกินสังกะสีพร้อมกับธาตุเหล็ก  และไม่ควรดื่มกาปฟหรือชาดำพร้อมกับทองแดงและแคลเซียม
 ขอขอบคุณ : นิตยสาร Lisa

ดอกคำฝอย ทำได้มากกว่าลดน้ำหนัก


สรรพคุณที่ทำให้ดอกคำฝอยได้แจ้งเกิดในใจชองแฟนๆ มาจากความสามารถในการลดน้ำหนักลดไขมันในเส้นเลือด  แต่ที่จริงแล้วมันยังมีประโยชน์ที่มากกว่านั้น
สลายลิ่มเลือด
คนที่ชอบกินของหวานจะมีน้ำตาลในเลือดสูง  จากนั้นเลือดจะเหนียวข้นจับตัวกลายเป็นลิ่มเลือด  ทำให้ระบบการหมุนเวียนโลหิตไม่ดี  แต่คำฝอยมีสรรพคุณช่วยย่อยสลายลิ่มเลือดให้เล็กลงได้และป้องกันไม่ให้เลือดเกาะตัวกลายเป็นลิ่มเลือดข้นมาใหม่
หัวใจแข็งแรง
เมื่อตัวยาจากดอกคำฝอยสลายลิ่มเลือดไปแล้ว  ร่างกายก็จะมีเลือดไปเลี้ยงที่หัวใจมากขึ้น  ทำให้หัวใจแข็งแรง  และยังลดไขมันอุดตันที่เกาะอยู่ตามหลอดเลือดหัวใจไปในตัว
รักษาแผลกดทับตำราแพทย์โบราณบอกไว้ว่าให้ต้มดอกคำฝอย  500 กรัม  ในน้ำ 7 ลิตรต้มด้วยไฟปลานกลางประมาณ 2 ชั่วโมงจนดอกคำฝอยเป็นสีขาว  ตักกากออกให้เหลือแต่น้ำ  แล้วเคี้ยวด้วยไฟอ่อนๆ  ต่อไปจนน้ำยาเหนียวเป็นกาว  จากนั้นก็เอายาลงบนผ้า  เอาไปปิดที่แผลกดทับ  ทำติดต่อกันประมาณ  1 อาทิตย์  แผลกดทับก็จะหายเอง
ลดโคเลสเตอรอล
คุณสมบัติอันโด่งดังของดอกคำฝอยคือการลดโคเลสเตอรอลนี่เอง  แต่ถึงจะดื่มน้ำดอกคำฝอยแล้วก็ควรจะลดอาหารที่มีไขมันสูงควบคู่ไปด้วย  ถึงจะลดความอ้วนได้ผล
**** หมายเหตุ  ถึงแม้ดอกคำฝอยจะมีดีหลายอย่าง  แต่ถ้าดื่มเอาเป็นเอาตายก็อาจจะกลายเป็นโทษได้เหมือนกัน  เพราะดอกคำฝอยมีคุณสมบัติสลายลิ่มเลือด  ถ้าดื่มมากๆ  จะทำให้โลหิตจาง  เลือดน้อย  แถมยังเหนื่อยง่าย  อ่อนเพลีย  ใจหวิว  มึนศีรษะ  กลายเป็นผู้หญิงขี้โรคไม่รู้ตัว!!!
 ขอขอบคุณ  ที่  นิตยาสาร Spicy

อันตรายจากน้ำมะนาวเทียม


ใครที่ชอบทานส้มตำคงคุ้นตาดีกับภาพแส่ค้าขายส้มตำปรุงรสด้วยน้ำมะนาวสีเขียวใสๆ  ที่บรรจุอยู่ในขวดแก้ว (อันที่จริงก็ไม่ถึงกับทุกร้านหรอกนะครับ)  น้ำมะนาวที่เห็นนั้นเรียกว่าน้ำมะนาวเทียมหรือเกร็ดมะนาว  ให้มีรสเปรี้ยวแหลม  ราคาถูก  อีกทั้งยังมีสีสันคล้ายคลึงกันกับน้ำมะนาวจริงเกือบทุกประการ
สิ่งที่ต้องระวังสำหรับผู้ที่ทานน้ำมะนาวเทียมเป็นประจำก็คือ  เครื่องปรุงรสดังกล่าวผลิตมาจากกรด “ซิตริก”  ซึ่งถูกใช้ในโรงงานอุตสาหกรรม  มีความบริสุทธิ์น้อยและมีสารปนเปื้อน  ที่สำคัญต่อ สามารถย่อยสลายสิ่งต่างๆได้  ไม่เว้นแม้แต่อวัยวะภายในระบบทางเดินอาหารของผู้บริโภค  ผู้ที่ชื่นชอบอาหารรสแซบทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นต้มยำ  ส้มตา  หรือแม้แต่น้ำหวานหรือไอศกรีมรสมะนาวต้องคอยสังเกตวัตถุดิบที่พ่อค้า – แม่ค้าใช้ดูให้ดี
นี่เป็นเพียงแค่ตัวอย่างส่วนหนึ่งของอาหารที่มีสารปนเปื้อน  ในความเป็นจริงแล้ว  อาหารต่างๆ  ที่ผ่านกระบวนการทางอุตสาหกรรม  และมุ่งหวังผลประโยชน์การค้อเป็นสำคัญ  ล้วนมีสารพิษชนิดใดชนิดหนึ่งที่เจือปนอยู่ทั้งนั้น  นับเป็นเรื่องที่อันตรายเป็นอย่างยิ่งของมนุษย์ยุคปัจจุบันที่ไม่อาจสืบทราบที่มา  ตลอดจนเส้นทางการเดินทางของอาหารที่ตนทานได้
หนทางป้องก้นจึงควรที่จะหลรกเลี่ยงการบริโภคอาหารที่มีสารปนเปื้อน  หรือใช้วิธีการบริโภคอาหารที่มีสารพิษปนเปื้อน  หรือใช้วิธีการรับประทานอาหารเหล่านี้หมุนเนียนสับเปลี่ยนทานอาหารให้ได้หลากหลายประเภทโดยไม่ซ้ำหน้ากันก็จะช่วยลดความเสี่ยงสะสมในการรับและสะสมสารพิษภายในร่างกายลงได้
ส่วนการรณรงค์ให้ผู้ประกอบการ  ลด  ละ  เลิก  การใช้สารเคมีนั้น  เป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลายาวนานครับ
ที่มา : นิตยาสาร BE Well

วันศุกร์ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

สาเหตุปากเหม็นเรื้อรัง

- มีเศษอาหารตกค้างอยู่ตามซอกฟัน ร่องเหงือก บนและโคนลิ้น รวมถึงต่อมทอนซิน
- โรคอักเสบเรื้อรังของช่องปาก เช่น โรคเหงือกอักเสบเรื้อรัง
- โรคอักเสบเรื้อรังของโพรงจมูกหรือไซนัส
- โรคต่อมทอนซินอักเสบเรื้อรัง
- โรคกรดไหลย้อน
- โรคมะเร็งในช่องปาก จมูก ไซนัส หรือลำคอ
- ช่องปากแห้งจากการกินยาบางชนิด เช่น ยาลดน้ำมูก หรือยาแก้โรคภูมิแพ้
- สูบบุหรี่ หรือดื่มสุราเรื้อรัง
- ใส่ฟันปลอมและรักษาดูแลความสะอาดไม่ดี
- โรคตับเรื้อรัง และโรคไตเรื้อรัง
ฉะนั้นการกำจัดกลิ่นปากเรื้อรัง นอกจากรักษาโรคที่เป็นอยู่แล้ว จำเป็นต้องรักษาความสะอาดช่องปากให้ดี ด้วยวิธีใช้ไหมขัดฟัน การใช้น้ำยาบ้วนปาก ร่วมกับการแปรงฟัน  แต่ถ้าจะแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ ควรดูแลสุขภาพให้แข็งแรงสมบูรณ์อยู่เสมอ เมื่อปลอดจากโรค ก็ปลอดจากกลิ่นปากค่ะ

5 สุดยอดอาหารดีท็อกซ์

1 กระเทียม ช่วยส่งเสริมระบบภูมิคุ้มกันและมีคุณสมบัติในการขับพิษ ยับยั้งพิษ และสลายพิษอยู่ครบถ้วนทั้งสามคุณสมบัติ อาจจะเป็นอาหารที่มีกลิ่นเพราะมีกำมะถันเป็นส่วนประกอบ ซึ่งกำมะถันจะจับโลหะหนักที่เป็นพิษและถูกกำจัดออกทางอุจจาระ

2 มะนาว เป็นแหล่งอาหารวิตามินซีสูง ช่วยขับสารพิษออกจากร่างกายและเผาผลาญไขมัน การดื่มน้ำมะนาว (แบบไม่ใส่น้ำตาล) ทุกเช้าจะช่วยกระตุ้นกระบวนการเผาผลาญในร่างกาย รวมถึงสารแอนตี้ออกซิแดนท์ที่เรียกว่า ไบโอฟลาโวนอยด์อยู่สูง จึงช่วยการทำงานของตับได้อย่างมีประสิทธิภาพ และช่วยในการล้างสารพิษ 

3 ขิง นอกจากจะเพิ่มรสชาติเผ็ดร้อนให้อาหารแล้วยังช่วยขับของเสียออกจากผิวหนังได้อีกด้วย ด้วยการนำขิงบดละเอียดพร้อมกับเกลืออาบน้ำลงในอ่างอาบน้ำร้อน หลังจากนั้นลงไปแช่ตัวให้นานเท่าที่ทำได้ เท่านี้จะเป็นการขับของเสียออกจากร่างกายได้อีกหนึ่งทาง 

4 บีทรูท ไฟเบอร์จากบีทรูทจะเพิ่มการผลิตเอ็มไซม์ต่อต้านอนุมูลอิสระในตับซึ่งจะช่วยตับและถุงน้ำดีกำจัดสารพิษอื่นๆ ออกจากร่างกาย แถมยังมีสารเบทาไซอานิน (betacyanin) ซึ่งเป็นแอนตี้ออกซิแดนท์ที่ช่วยให้ผิวกระจ่างใส แต่ถ้าต้องการให้ได้รับวิตามินครบถ้วน ควรกินดิบ ๆ โดยนำไปขูดฝอยกินเป็นสลัด

5 กะหล่ำปลีแดง ผักกาดขาว กะหล่ำปลี หรือผักกวางตุ้งไต้หวัน (bok choy) เป็นอาหารดีท็อกซ์ชั้นยอด ทำเป็นสลัด หรือนำไปผัด หรือนำไปต้มและผัดเร็ว ๆ ด้วยไฟแรงในน้ำมันมะกอก ช่วยเพิ่มไฟเบอร์และขจัดสารพิษอีกด้วย
เรียบเรียงข้อมูล : Chalida Rita 
อ้างอิงจาก http://www.globalhealingcenter.com

เรื่องใกล้ตัว ท้องผูกเรื้อรังจนเป็นริดสีดวงทวาร

"คุณถ่ายอุจจาระกี่วันครั้งหรือคะ" คำถามที่หมอมักจะถามคนไข้เป็นประจำ
"ทุกวันเลยค่ะ"
 คนไข้บางคนมักจะตอบด้วยสีหน้ารื่นเริง
"นาน ๆ ครั้งค่ะ ล่าสุดก็...(ทำหน้าคิดนาน)..."
 กลุ่มคนไข้ที่ตอบแบบนี้ มักมีสีหน้าไม่รื่นเริงค่ะ
เหมือนโฆษณาโทรทัศน์ ที่สาวสวยจะไปสมัครงาน จะไปพบพ่อแม่แฟน แต่ท้องผูกแล้วทำหน้าอมทุกข์ รู้สึกไม่มั่นใจ พอกินผลิตภัณฑ์ดังกล่าวแล้ว ได้ขับถ่ายก็มีสีหน้ารื่นเริง มั่นใจ
แสดงว่าท้องผูกก็ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของเราพอควร ใช่ไหมคะ
อย่างไร ถึงเรียกว่าท้องผูก
ท้องผูก คือการถ่ายอุจจาระที่ "น้อยกว่า 3 ครั้ง" ต่อสัปดาห์ อุจจาระลักษณะเป็นก้อนแข็ง ออกยาก กว่าจะถ่ายออกมาได้ ต้องใช้ความพยายาม เบ่งกันจนหน้าเขียว อ่านหนังสือจบไปเป็นเล่ม บางคนมีอาการท้องอืดร่วมด้วย
วิธีป้องกันการเกิดอาการท้องผูก ได้แก่ การดื่มน้ำอย่างเพียงพอ อย่างน้อย 8 แก้วต่อวัน หรืออย่างน้อย 2 ลิตรต่อวัน การรับประทานอาหารที่มีกากใย เช่น ผัก ผลไม้ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ไม่กลั้นอุจจาระเวลาที่รู้สึกปวด บางคนต้องเก็บไปปล่อยที่บ้านเท่านั้น กว่าจะถึงบ้าน ฟีลลิ่งที่ว่าก็หายไปแล้ว กว่าฟีลลิ่งจะมาอีกที ก็ท้องผูกไปเรียบร้อย
แล้วเมื่อไหร่ที่ควรใช้ยาระบายล่ะ
หากเกิดอาการท้องผูกบ่อย ๆ คุณสามารถใช้ยาระบายได้ ยาระบายหาซื้อได้ง่ายตามร้านขายยาทั่วไป แต่ควรใช้ด้วยความระมัดระวัง คือเมื่อคุณกลับมาถ่ายอุจจาระได้เป็นปกติ ก็ควรหยุดใช้ยาระบาย คือไม่ควรใช้ต่อเนื่องนั่นเอง หากใช้มากเกินไป ลำไส้ของคุณจะติดยาระบาย หากไม่ได้ใช้ยาระบาย จะถ่ายไม่ได้ ซึ่งไม่ควรนะคะ
หากใช้ยาระบายแล้ว ก็ยังมีอาการท้องผูก ควรจะปรึกษาแพทย์ เนื่องจากอาจมีโรคอื่น ๆ แอบซ่อนอยู่ค่ะ
หากท้องผูกเรื้อรัง เบ่งอุจจาระเป็นประจำบ่อย ๆ อีกโรคหนึ่งที่จะตามมาคือ "โรคริดสีดวงทวาร"ค่ะ
โรคริดสีดวงทวารเกิดจากการที่เส้นเลือดรอบรูก้นหรือลำไส้ส่วนปลายเกิดอาการโป่งพองขึ้น โดยอาจมีอาการปวด ระคายเคือง หรือคันบริเวณที่เป็นได้ อาจมีเลือดออกเวลาอุจจาระ
ริดสีดวงทวารมักเกิดในคนที่ท้องผูกบ่อย คนที่มีน้ำหนักเกิน สตรีตั้งครรภ์ คนที่ยืนนาน ๆ หรือนั่งนาน ๆ การป้องกันไม่ให้เกิดริดสีดวงทวาร ก็คือการป้องกันการเกิดภาวะท้องผูกค่ะ หากเกิดริดสีดวงทวารแล้ว สามารถบรรเทาอาการโดยครีม หรือยาเหน็บได้ ในบางรายที่เป็นมาก ควรปรึกษาแพทย์ อาจต้องรักษาโดยการผ่าตัดค่ะ

ยกทรงไม่มีประโยชน์ ผู้หญิงไม่จำเป็นต้องใส่ก็ได้!

การใส่บรา เรียกได้ว่าเป็นสิ่งที่อยู่คู่กับผู้หญิงทุกคน และแทบทุกวัย ตั้งแต่เด็กจนแก่ โดยเป็นความเชื่อที่สืบต่อกันมาเหมือนกันทุกที่ทั่วโลก ว่าการใส่บรานอกจากจะเป็น การอำพรางสิ่งพึงสงวนของคุณผู้หญิงเพื่อความเรียบ ร้อยในการแต่งกายแล้ว ยังจำเป็นสำหรับการรักษารูปร่างเต้านมให้สวยงามไม่หย่อนคล้อยตามแรงโน้มถ่วง ของโลกและที่สำคัญยังเกี่ยวข้องกับสุขภาพหลัง โดยเฉพาะสำหรับคนที่หน้าอกหน้าใจใหญ่ เพราะบราจะช่วยประคองน้ำหนักไม่ให้หลังคุณผู้หญิงต้องแบกรับน้ำหนักมากเกิน ไปจนเกิดการปวดหลังตามมาได้

แต่ผลวิจัยล่าสุดจากคณะวิทยาศาสตร์การกีฬาของมหาวิทยาลัยเบซองซง ประเทศฝรั่งเศส กลับพลิกความเชื่อทั้งหมดที่ว่ามานี้ โดยจากการเก็บสถิติจากกลุ่มตัวอย่างที่ยาวนานถึง 15 ปี พบว่าการสวมใส่บราไม่ใช่เรื่องจำเป็นเลยแม้แต่นิดเดียว เรียกได้ว่าการใส่บราเพื่อสุขภาพและหน้าอกที่สวยงาม เป็นมายาคติที่ผู้หญิงคิดไปเองเท่านั้น

นักวิจัยของมหาวิทยาลัยเบซองซงเก็บตัวอย่างการวิจัยโดยใช้เวลา 15 ปี วัดการเปลี่ยนแปลงของรูปร่างทรวงอกผู้หญิง 130 คน โดยมีทั้งคนที่ใส่บราตลอด และไม่ใส่เลย ปรากฏว่าผู้หญิงที่ใส่บรา กลับมีการหย่อนคล้อยของหน้าอกมากกว่าผู้ที่ไม่ได้ใส่บรา นอกจากนี้ กลุ่มที่ไม่ใส่บราส่วนใหญ่ยังบอกว่าหลังจากไม่ได้ใส่บราเลยตลอด 2 ปี พวกเธอก็รู้สึกได้ชัดเจนถึงความเปลี่ยนแปลง โดยมีอาการปวดหลังน้อยลง และยังหายใจได้สะดวกยิ่งขึ้นอีกด้วย ทำให้นักวิจัยได้ข้อสรุปว่า อันที่จริงแล้วร่างกายมนุษย์ ออกแบบมาเพื่อให้มีสรีระแบบนี้โดยธรรมชาติ จึงไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่จะต้องหาเสื้อผ้ามาประคองรูปทรงร่างกายให้ยุ่งยากไปเปล่าๆ

เรียกได้ว่าผลการวิจัยในครั้งนี้ อาจทำให้ผู้หญิงหลายๆคนเลิกใส่บรา เหมือนที่เมื่อเกือบร้อยปีก่อน ผู้หญิงตะวันตกก็เคยเลิกใส่คอเซ็ตที่รัดรึงรูปทรงจนหายใจไม่ออกมาแล้ว

ธรรมชาติ ชะลอวัย


คำว่าอายุเป็นเพียงตัวเลข ดูจะไม่เป็นคำกล่าวที่เกินจริงสักเท่าไร
เพราะภาพของผู้หญิงรอยยิ้มสดใสตรงหน้าท่านผู้อ่านในขณะนี้ คือภาพของ คุณหญิงพรรณทอง มณีศิลป์ ภริยาของอดีตผู้บัญชาการทหารอากาศ พล.อ.อ. ปอง มณีศิลป์ ที่ถึงแม้วันนี้ อายุจะเดินทางเข้าสู่ตัวเลข 68 แล้ว แต่ท่านยังคงดูอ่อนเยาว์ อารมณ์ดี ผิวพรรณเปล่งปลั่ง และที่สำคัญ ท่านยังเป็นเจ้าของสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง ไม่แพ้คนวัยหนุ่มสาว
เมื่อทีมงาน ชีวจิต ได้มีโอกาสเดินทางมาพูดคุยกับท่านอย่างใกล้ชิดถึงบ้านพักในจังหวัดอุบลราชธานีแบบนี้ ทำให้เรายิ่งสัมผัสได้ถึงความเบิกบานที่ฉายผ่านแววตาของท่าน จนทำให้นึกสงสัยว่า อะไรคือเคล็ดลับในการดูแลตัวเองทั้งด้านร่างกายและจิตใจ ที่ทำให้ท่านไม่มีโรคประจำตัวใดๆมาสร้างความรำคาญใจเลย ซึ่งเมื่อ ชีวจิต เอ่ยถามคำถามนี้ออกไปเพื่อคลายความสงสัย ท่านก็รีบให้คำตอบทันทีว่า "อันดับแรก ต้องไม่คิดว่าตัวเองแก่" พร้อมกับส่งเสียงหัวเราะอย่างเป็นกันเอง
เลือกเมนูธรรมชาติครบ 3 มื้อ หนังสือเรื่อง "ชีวจิต ชีวิตที่เข้าใจธรรมชาติ" ของ อาจารย์สาทิส อินทรกำแหง บอกไว้ว่า "อาหารที่เรากินเข้าไปในชีวิตประจำวันถือเป็นยาชะลอความแก่ชั้นดี เพราะการกินอาหารจากธรรมชาติ ถือเป็นการให้อาหารที่ดีต่อนิวเคลียสซึ่งเปรียบดังหัวใจของเซลล์ด้วย
"การกินอาหารจากธรรมชาติ ปราศจากสารพิษ จึงช่วยชะลอความเสื่อมของเซลล์ อันเป็นต้นเหตุของความแก่ชราได้" วิถีชีวิตของคุณหญิงพรรณทองก็คงไม่ต่างจากคำกล่าวของอาจารย์สาทิสในข้างต้น เพราะสิ่งหนึ่งที่ท่านยึดถืออยู่เสมอ คือเรื่องการกินอาหารจากธรรมชาติ ที่ให้ประโยชน์ต่อร่างกายอย่างแท้จริง
"ปกติตื่นนอนประมาณตี 5 เมื่อตื่นขึ้นมาสัก 2 - 3 ชั่วโมง ต้องกินอาหารเช้าทุกวัน โดยเน้นโปรตีนเป็นหลัก เช่น น้ำเต้าหู้ หรือพวกโปรตีนจากพืช ซึ่งเป็นโปรตีนที่ย่อยง่าย แต่เวลากินอาหารเช้า ต้องคิดเหมือนกันว่า อาหารที่กินเข้าไปเพียงพอหรือยัง สามารถนำพลังงานจากมื้อนี้ไปใช้ในการทำงานได้ถึงตอนเที่ยงเลยหรือเปล่า
"ส่วนมื้อกลางวัน ชอบทำอาหารกินเอง ส่วนใหญ่จะอบอะไรกินง่ายๆ เหมือนเป็นมื้อที่ให้รางวัลกับตัวเอง พอตกเย็น ช่วงนี้ไม่ค่อยได้ใช้พลังงานแล้ว จะเน้นกินอาหารที่มีเส้นใยเป็นหลัก ถ้าเป็นผักก็กินเป็นสลัดหรือเอามาต้มบ้าง นึ่งบ้าง แต่ถ้าเป็นผลไม้ โดยมากจะกินผลไม้ที่ช่วยบำรุงสายตา เช่น มะละกอ เพราะตอนนี้ตัวเราเองมีปัญหาเรื่องสายตาอยู่ ซึ่งก็เป็นไปตามอายุที่เพิ่มขึ้น
"เดี๋ยวนี้ เวลาจะกินอะไรทั้งทีจึงไม่ได้นึกถึงความอร่อยเลย แต่เน้นประโยชน์มากกว่า เช่นที่บอกไปว่า มื้อเช้าเลือกกินโปรตีนเป็นหลัก เพราะโปรตีนเป็นเหมือนเชื้อเพลิงที่ทำให้เซลล์พร้อมทำงาน เราจะคิดเสมอว่าสุขภาพต้องมาก่อน แต่ต้องกินอย่างพอดีด้วย ไม่งั้นอาจกลายเป็นโทษได้"
นอกจากนี้ ท่านยังเป็นคนหนึ่งที่ชื่นชอบแนวคิดในการทำการเกษตรแบบพึ่งตนเอง ซึ่งการปลูกเอง กินเอง ทำให้ท่านหมดห่วงเรื่องสารพิษที่อาจมาพร้อมกับอาหาร "เราสังเกตเห็นว่า พ่อแม่และญาติๆอายุยืนเกือบร้อยปีกันหมดทุกคน ซึ่งคงเป็นเพราะคนสมัยก่อนฉลาด รู้จักทำการเกษตร ปลูกผักกินเอง ไม่มียาฆ่าแมลงเหมือนทุกวันนี้
"นี่จึงเป็นแนวคิดหนึ่งที่ทำให้สนใจเรื่องการทำการเกษตร อย่างในบ้านหลังนี้ (ที่จังหวัดอุบลราชธานี) จะมีแปลงนาปลูกข้าวของเราเองอยู่หลังบ้าน รวมทั้งมีการปลูกพืชสมุนไพร เช่น ขมิ้น กระชายดำ ฟ้าทะลายโจร ไว้กินเองด้วย"
สู้ป่วย ด้วยสูตรสมุนไพร
คุณหญิงเล่าให้ฟังต่อว่า ด้วยความที่คุณตาเป็นหมอชาวบ้าน ทำให้ท่านสนใจเรื่องสุขภาพมาตั้งแต่เด็ก และเชื่อมาตลอดว่า เวลาเจ็บป่วย ร่างกายคนเราสามารถรักษาตัวเองได้ โดยไม่ต้องกินยาเสมอไป
"จำได้ว่า สมัยก่อน เวลาหมอโบราณรักษาคนไข้ เขาจะเอารากไม้มาฝน ไม่มียาเป็นเม็ดๆเหมือนในปัจจุบัน อย่างตอนเด็กๆ เวลาปวดท้อง หรือท้องอืดท้องเฟ้อ ยายจะเอาขมิ้นมาฝน แล้วผสมน้ำปูนใสให้กิน เหมือนกับว่า เราได้รับการปลูกฝังมาตั้งแต่เด็ก ทุกวันนี้ เวลาเจ็บป่วยจึงไม่ค่อยได้พึ่งยาเลย แต่อาศัยกินขมิ้นหรือสมุนไพรแทน
"บางทีอาศัยอ่านจากหนังสือ เพราะสิ่งที่เราไม่รู้ คนอื่นเขาอาจจะรู้ เช่นเวลาเจ็บป่วย เราควรดูแลสุขภาพอย่างไร เมื่อไม่นานนี้ก็เพิ่งอ่านเรื่องหญ้าปักกิ่งกับใบหญ้านางใน ชีวจิต มา (หัวเราะ) การอ่านหนังสือจะช่วยไขข้อคาใจได้มาก"
นอกจากนี้ ท่านยังเชื่อว่า วิธีป้องกันป่วยคือการพยายามดูแลตัวเองให้ดี แล้วภูมิชีวิตหรืออิมมูนซิสเต็มจะเกิดขึ้นตามมา
"ถ้าสมมติเจ็บป่วยเป็นอะไร เช่นเป็นหวัด โรคนี้รักษาไม่หาย ดังนั้น เราต้องดูแลตัวเองเป็นประจำ เพื่อให้ร่างกายสร้างอิมมูน (Immune) อาจจะกินวิตามินเสริมบ้าง แล้วก็ดื่มน้ำให้พอเพียง
"เมื่อเจ็บป่วยเป็นอะไรขึ้นมา สิ่งที่ควรทำมากกว่าจึงเป็นการย้อนกลับมารักษาสุขภาพของตัวเอง เพื่อไม่ให้อาการทรุดลง เหมือนเราต้องสร้างเกราะคุ้มกันโรคให้ตัวเอง ต้องพึ่งตัวเองก่อนด้วย ไม่ใช่ว่าจะพึ่งหมออย่างเดียว"
กาย - ใจแกร่ง เพราะต้นไม้
ขณะทีมงานเดินหาสถานที่สำหรับเก็บภาพสวยๆของคุณหญิง ท่านพาเราเดินสำรวจรอบบ้านพักของท่าน ซึ่งเป็นบ้านทรงไทยประยุกต์หลังใหญ่ ภายในรั้วบ้าน เต็มไปด้วยต้นไม้ พืชสมุนไพร และดอกไม้หลากหลายสายพันธุ์ อีกทั้งด้านหลังของตัวบ้านยังอยู่ติดกับทุ่งนาผืนใหญ่ ตลอดระยะเวลาที่เดินไปรอบๆบ้าน ท่านชี้ชวนให้ทีมงานดูต้นไม้หลายสิบต้นที่ท่านเลี้ยงดูมาจนกลายเป็นต้นสูงใหญ่ ท่านเล่าต่อว่า ในแต่ละวัน ต้นไม้คือสิ่งแรกที่ได้พบเจอตั้งแต่ลืมตาตื่น ซึ่งสีเขียวของต้นไม้ ไม่เพียงแต่ให้ความรู้สึกสดชื่น แต่การได้ลงมือลงแรงปลูกต้นไม้เองกับมือ ถือเป็นการออกกำลังกายอย่างหนึ่ง ซึ่งช่วยสร้างความแข็งแรงต่อทั้งร่างกายและจิตใจ
"ตอนเช้าๆ อากาศดี จะชอบตื่นมารดน้ำต้นไม้ เวลารดน้ำ เราก็ได้ออกแรงไปด้วย ยิ่งในบ้านมีต้นไม้เยอะอยู่แล้ว กว่าจะเดินไล่รดน้ำจนครบทุกต้น กินเวลาหลายสิบนาที บางทีจึงไม่จำเป็นต้องออกไปไหน ออกกำลังกายกับต้นไม้ในบ้านตัวเองนี่แหละ"
การได้อยู่กับต้นไม้ทุกๆวัน ยังถือเป็นความสุขอย่างหนึ่งของท่าน ซึ่งไม่อาจวัดคุณค่าได้ด้วยเงินทองหรือของนอกกาย "ต้นไม้สอนให้รู้ว่า ความสุขของคนไม่ได้ขึ้นอยู่กับฐานะ เพราะแค่คุณมีต้นไม้อยู่ในบ้านหรือว่าคุณทำงานกับต้นไม้ ไม่ต้องไปใส่เพชรใส่พลอย คุณก็มีความสุขได้ เพราะต้นไม้ช่วยเติมเต็มจิตใจให้กับเรา ปลูกไว้ดูเองก็มีความสุข ถ้าคนอื่นมาดูด้วยก็ยิ่งดี เหมือนได้ทำให้เขามีความสุขไปพร้อมกับเรา"
นอกจากนี้ ท่านบอกกับเราอีกว่า การโน้มนำจิตใจให้เป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ มีส่วนช่วยสร้างสมาธิให้กับมนุษย์ได้เป็นอย่างดี "ไม่ใช่แค่ได้ความสบายใจ แต่การปลูกต้นไม้สักต้น ยังทำให้เราได้ใช้จินตนาการ ได้นั่งคิดเพลินๆว่า ต้นไม้ต้นนี้ โตขึ้นมา หน้าตาจะเป็นแบบไหน ส่วนใหญ่จึงชอบซื้อต้นไม้มาตั้งแต่ตอนที่ยังไม่ออกดอก เราจะได้ดูการเจริญเติบโตของมันตั้งแต่แรก
"การต้องเอาใจใส่กับต้นไม้จนกว่ามันจะโตนี่แหละ คือการฝึกสมาธิอย่างดี เพราะถ้าเราอยากให้ต้นไม้ออกดอก เราต้องดูแล จดจ่ออยู่กับเขา ขณะนั้นเราต้องอาศัยความอดทน ใจเย็น เพื่อรอวันที่มันออกดอก ซึ่งเมื่อวันนั้นมาถึง เราเองจะชื่นใจที่ได้ชมความสวยงาม อันเกิดจากน้ำพักน้ำแรงของเรา"
หากอยากเป็นเจ้าของใบหน้าอ่อนเยาว์ อารมณ์แจ่มใส และไม่มีโรคภัย แค่ลองหาเวลาอยู่กับธรรมชาติให้มากขึ้นอีกนิด ไม่ว่าจะเป็นการปลูกต้นไม้เล็กๆไว้ในรั้วบ้าน กินอาหารจากธรรมชาติ ดื่มน้ำที่ไม่ผ่านการปรุงแต่งรส หรือวิธีการใดก็แล้วแต่ ไม่แน่ว่า เราอาจได้พบ "เพื่อนสนิท" คนใหม่ ที่ช่วยเติมเต็มร่างกายและจิตใจให้แข็งแรงกว่าเดิม
เทคนิคช่วยอ่อนกว่าวัย
• เข้านอนตั้งแต่หัวค่ำ และตื่นประมาณตี 5 ทุกวัน เพื่อฝึกให้ร่างกายขับถ่ายของเสียในช่วงเช้าเป็นประจำ ทำให้สดชื่นขึ้น
• แบ่งเวลาให้ตัวเองได้พักผ่อนอยู่เสมอ อย่าโหมงานหนักเกินไป วิธีพักผ่อนง่ายๆคือ ฟังเพลงคลาสสิค ดูงานศิลปะสวยๆงามๆ ดูรายการทีวีที่ชอบ
• วางแผนการทำงาน โดยเขียนตารางกิจกรรมที่ต้องทำใน 1 สัปดาห์ และลิสต์รายการว่าอะไรควรทำก่อนและหลัง หากทำไม่ไหวควรขอความช่วยเหลือ หรือกระจายงานให้คนอื่นช่วยทำ อย่าแบกทุกอย่างไว้คนเดียว เพราะจะทำให้เครียดโดยไม่รู้ตัว
• อัพเดตความรู้ใหม่ๆให้ตัวเองเสมอ สังเกตคนรุ่นใหม่ว่ากำลังสนใจเรื่องอะไร โลกกำลังเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางใด เพื่อให้เราเป็นคนสูงวัยที่ไม่ตกยุค