แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ จันเจ้าบ้านสมุนไพร แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ จันเจ้าบ้านสมุนไพร แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

ประโยชน์น้ำมันรำข้าว

ประโยชน์น้ำมันรำข้าว
คงไม่มีคนรักษ์สุขภาพคนไหนที่ไม่รู้จักข้าวกล้อง  ซึ่งเป็นข้าวที่มีวิตามีนและสารอาหารหลากหลายชนิด  แต่จะมีสักกี่คนที่รู้จัก  น้ำมันรำข้าว(Rice  Bran Oil) ที่ผลิตจากรำข้าวและจมูก  อันเป็นส่วนที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูงที่สุดในเมล็ดข้าวกล้อง  ลองมาดูคุณค่าทั้ง 9 ประการ  ที่คุณจะต้องทึ่งด้วยนึกไม่ถึงว่าจะได้จากน้ำมันรำข้าวในแต่ละขวด
1.วิตามินอี กลุ่มโทโคฟีรอล (Tocopherol) และกลุ่มโทโคไตรอีนอล (Tocotrienol) จะช่วยต้านอนุมูลอิสระซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดโรคมะเร็ง  และช่วยลดระดับไขมันในเลือด  ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อผู้มีปัญหาเกี่ยวกับโรคหลอดเลือดโดยเฉพาะโทโคไตรอีนอล  สามารถลดปริมาณคอเลสเตอรอลในเลือด  และลดการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ
2.โอรีซานอล(Oryzanol)  สารธรรมชาติที่พบในน้ำมันรำข้าวเท่านั้น  ไม่พบในน้ำมันพืชชนิดอื่น  มีประสิทธิภาพในการต้านอนุมูลอิสระได้ดีกว่าวิตามินอีถึง 6 เท่า  และยังช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล (LDL-C) ในเลือด  ลดการสังเคราะห์คอเลสเตอรอลในตัง  รวมถึงช่วยลดอาการร้อนวูบวาบ (Hot Flashes) ในสตรีวัยทอง
3.ไฟโตสเตอรอล (Phytosterol) มีงานวิจัยแสดงถึงประโยชน์ของไฟโตสเตอรอลอย่างแพร่หลายในการนำไปใช้มนการรักษาผู้ป่วยที่มีภาวะคอเลสเตอรอลสูง  ช่วยลดคอเลสเตอรอลตัวร้าย (LDL-C) โดยที่ไม่ลดคอเลสเตอรอลตัวดี (HDL-C) ยิ่งไปกว่านั้นไฟโตสเตอรอลยังช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเซล์เนื้องอกและช่วยทำลายเซลล์มะเร็งเต้านม  แถมยังสามารถป้องกันการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และมะเร็งต่อมลูกหมากได้อีกด้วย  ซึ่งน้ำมันรำข้าวจะมีไฟโตสเตอรอลสูงมาก  ทิ้งห่างนำมันพืชชนิดอื่นหลายเท่าตัว
4.มีกรดไขมันไม่อิ่มตัวตำแหน่งเดียว หรือ MUFA (Monounsaturated Fatty Acid)สูง  ช่วยลด LDL-C ซึ่งทำให้เกิดอาการตีบและอุดตันในหลอดเลือด  และเพิ่มหรือคงระดับ KDL-C ให้แก่ร่างกาย
5.มีกรดไขมันจำเป็น (Essential Fatty Acid) คือ กรดไลโนเลอิด (Linoieic Acid) และกรดไลโนเลนิค (Linolenic  Acid) ซึ่งเป็นกรดไขมันที่ร่างกายไม่สามารถสร้างเองได้  ต้องได้รับจากอาหารที่ได้รับประทานเท่านั้น
6.มีสัดส่วนของกรดไขมันที่สมดุลและเหมาะสมต่อการบริโภค  ใกล้เคียงที่สุดกับคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก (WHO) และโครงการศึกษาคอเลสเตอรอลแห่งชาติของประเทศของสหรัฐอเมริกา (NCEP) เมื่อเปรียบเทียบกับน้ำมันพืชชนิดอื่นๆ
7.ค่ากรดไขมันทรานส์ เท่ากับ 0 กรัมต่อหนึ่งหน่วยบริโภค  จึงไม่ทำให้เกิดปัญหาการเพิ่ม LDL – C ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ก่อให้เกิดโรคเกี่ยวกับหัวใจและหลอดเลือด
8.มีจุดเกิดควันสูง (High Smoke  Point) คือทนความร้อนได้ดี   สามารถนำไปทอดกับอาหาร  หรือผัดไฟแดงได้อย่างปลอดภัยไม่ต้องกังวลเรื่องควันน้ำมัน  ซึ่งมีงานวิจัยชี้ว่าอาจเป็นสาเหตุที่มำให้เกิดโรคมะเร็งปอด
9.ปลอดจาการดัดแปลงทางพันธุกรรม หรือ Non – GMO เพราะกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  ให้การรับรองว่าข้าวไทยปลอด GMO
ที่มา นิตยาสาร ชีวจิต

ประโยชน์ของน้ำข้าวกล้อง

ประโยชน์ของน้ำข้าวกล้อง

        สำหรับผู้ที่ยังไม่อยากแก่  และไม่อยากเป็นอัลไซเมอร์  ว่าการดื่มน้ำข้าวกล้องนอกจากจะช่วยซะลออาการทั้ง 2 อย่างได้  และขอคอนเฟิร์มว่า  น้ำข้าวกล้องงอกดีกว่าเครื่องดื่มบำรุงกำลัง  โดยมีงานวิจัยของผู้เชี่ยวชาญจากกรมการข้าวยืนยันชัดเจนว่า  ข้าวกล้องงอกมีสารต้านอนุมูลอิสระกลายชนิด  ลดความเสี่ยงโรคมะเร็ง  ช่วยระบบย่อยอาหาร  ชะลอการเสื่อมาภาพของเซลล์  ไม่ให้แก่ก่อนวัย  ยิ่งถ้าทีเวลาทำกินเองในครอบครัวก็แสนจะง่ายดาย
                ใครๆ  ที่สนใจข้าวกล้องอก  จะต้องรู้จัก  สาร “กาบ้า” เป็นอย่างดี  สารนี้มีสรรพคุณบำรุงประสาทและควบคุมโรคความดันโลหิตให้อยู่ในระดับปกติ  น.ส.อรพิน  วัฒเนสก์  รักษาการผู้เชี่ยวชาญด้านปรับปรุงรันธุ์ข้าว 9 เปิดเผยว่า “ในน้ำข้าวกล้องงอก  120 มิลลิลิตร  มีสารอาหารมากมาย  ได้แก่  โปรตีน 0.49 กรัม  ไขมัน 2.05 กรัม  ความซื้น  88.21 กรัม  เถ้า (สารอาหารจำพวกหนึ่งช่วยย่อยอาหาร)  0.06 กรัม  คาร์โบไฮเดรต 1.42 กรัม  และกาบ้า 4.62 กรัม”  โดยสรรพคุณของ “กาบ้า”  จะช่วยแก้โรคอัลไซเมอร์  บำรุงระบบประสาท  ควบคุมความดันโลหิตให่อยู่ในระดับปกติ  และยังช่วยชะลอความชราและฟื้นฟูสภาพผิวได้ดี  นอกจากนี้ข้าวกล้องงอก  ยังมี  “เพอร์ ริคาบ”  คือ  เยื่อหุ้มเมล็ดข้าว  ที่เห็นเป็นสีน้ำตาล  แดง  มีสารต้านอนุมูลอิสระจำนวนมากอีกด้วย
หากรับประทานน้ำข้าวกล้องงอกเป็นประจำทุกวัน  จะช่วยให้ระบบย่อยอาหารของร่างกายดีขึ้น  และสามารถดูดซึมอาหารเข้าร่างกายได้เป้นอย่างดี
จะว่าไปแล้ว  ลองทบทวนดูจะเห็นได้ว่าคนในสมัยโบราณไม่ค่อยเจ็บไข้ได้ป่วย  ทั้งนี้เพราะกินข้าวไม่ขัดสี  และยังนำน้ำข้าวไปเลี้ยงลูก  ทำให้เด็กเจริญเติบโตได้ดีและเป็นของหาง่าย  ทำได้เองไม่ต้องซื้อหา  ผิดกับสมัยนี้ที่มีเครื่องดื่มบำรุงร่างกาย  บำรุงสมองให้เลือกอย่างมากมาย  เชิญชวนให้เสียเงินตราต่างประเทศ  อย่ากระนั้นเลยครับมากินข้าวกล้องและข้าวกล้องงอกกันดีกว่า
ทีมา : นิตยาสาร BE Well

วันอาทิตย์ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

6 อาหารบำรุงสมองคนทำงาน

เพราะสมองเราทำงานหนักทุกวัน เราจึงต้องบำรุงรักษาสมองของเราให้ว่องไว ฉลาดปราดเปรื่องไปนาน ๆ ใครที่เริ่มหลง ๆ ลืม ๆ ทั้ง ๆ ที่ยังหนุ่มยังสาว ต้องรีบดูแลสมองของคุณโดยด่วน ส่วนวิธีการก็ไม่ยากเย็นแต่อย่างใด เพียงเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อสมอง ดังต่อไปนี้

1. สร้างเซลส์สมองด้วยโอเมก้า-
เซลส์สมองของเราส่วนใหญ่ประกอบไปด้วยไขมันจำเป็นที่เรียกว่า โอเมก้า-3 ช่วยในการสร้างเสริมและซ่อมแซมเซลส์สมอง โดยเราสามารถหาโอเมก้า-3 ได้จากอาหารต่อไปนี้
แซลมอน
ปลาทูน่า
น้ำมันแฟลกซีด
น้ำมันคาโนลา
วอลนัท
จมูกข้าวสาลี
ไข่

2. ปกป้องสมองด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ
เมื่อเราอายุมากขึ้น อนุมูลอิสระในกระแสเลือดจะทำลายเซลส์สมองของเรา ถ้าเราไม่ต่อสู้กับมัน ความจำของเราก็จะค่อย ๆ เสื่อมลงไปตามกาลเวลา เราจึงต้องกินอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระจำพวก
บลูเบอร์รี่และผลไม้ในตระกูลเบอร์รี่
บร็อคโคลี่
แครอท
กระเทียม
องุ่นแดง
ปวยเล้ง
ถั่วเหลือง
ชา
มะเขือเทศ
โฮลเกรน

3. เพิ่มพลังสมองด้วยโปรตีนและไทโรซีน
สมองของเราไม่ได้มีแค่เซลส์ประสาท แต่ยังมีสารสื่อประสาททำหน้าที่เหมือนแมสเซนเจอร์ส่งสัญญาณจากเซลล์ประสาทเซลล์หนึ่งไปยังอีกเซลล์หนึ่ง หากเรามีสารสื่อประสาทน้อยเกินไป สมองเราก็จะทำงานได้ไม่ดี

เท่าที่ควร เรามาเพิ่มสารสื่อประสาทด้วยการกินอาหารต่อไปนี้กันดีกว่า
ผลิตภัณฑ์จากนม
ไข่
อาหารทะเล
ถั่วเหลือง

4. หล่อเลี้ยงสมองด้วยน้ำ
น้ำเป็นสิ่งสำคัญต่อชีวิตจริง ๆ ไม่ใช่แค่ร่างกายที่ต้องการน้ำ แต่รวมถึงสมองของเราด้วย เพราะการขาดน้ำมีผลต่อสมองทำให้ความสามารถในการจดจำลดลง ถ้าอยากสมองดีเราต้องดื่มน้ำให้ได้อย่างน้อย 2 ลิตร หรือ 6 – 8 แก้วต่อวัน

5. บำรุงสมองด้วยวิตามินและเกลือแร่
ยังมีวิตามินและแร่ธาตุอีกหลายชนิดที่จำเป็นต่อการทำงานของสมอง อาทิ
วิตามินบี 6
วิตามินบี 12
วิตามินซี
ธาตุเหล็ก
แคลเซียม
วิตามินและเกลือแร่เหล่านี้สามารถหาได้จากอาหารที่เรากินเข้าไปอยู่แล้ว แต่ก็สามารถเสริมได้ด้วยการกินวิตามินรวมพร้อมอาหาร ซึ่งจะช่วยให้ร่างกายดูดซึมได้ดี ทำให้ร่างกายและสมองนำวิตามินเหล่านี้ไปใช้ได้ดียิ่งขึ้น

6. ควบคุมการทำงานของสมองด้วยไฟเบอร์
ไฟเบอร์มีความสำคัญต่อสมองของเราอย่างมาก เพราะไฟเบอร์ช่วยในการทำงานของสมอง ควบคุมการดูดซึมน้ำตาลให้อยู่นระดับที่สม่ำเสมอ และในปริมาณที่เหมาะสม อาหารที่อุดมไปด้วยไฟเบอร์ที่จะช่วยลดน้ำตาลในกระแสเลือดของเราได้ดี ได้แก่
ผลไม้แห้ง เช่น แอพริคอต ลูกพรุน ลูกเกด
ผัก เช่น บล็อคโคลี่ ถั่วเขียว ปวยเล้ง
ถั่วต่าง ๆ
อัลมอนด์ และแฟลกซ์ซีด
ผลไม้ เช่น อโวคาโด กีวี ส้ม ลูกแพร์ แอปเปิล
ธัญพืชเต็มเมล็ด เช่น ข้าวบาร์เลย์ ข้าวกล้อง

วิตามินและเกลือแร่เหล่านี้สามารถหาได้จากอาหารที่เรากินเข้าไปอยู่แล้ว แต่ก็สามารถเสริมได้ด้วยการกินวิตามินรวมพร้อมอาหาร ซึ่งจะช่วยให้ร่างกายดูดซึมได้ดี ทำให้ร่างกายและสมองนำวิตามินเหล่านี้ไปใช้ได้ดียิ่งขึ้น


วันจันทร์ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2556

สูตรน้ำสมุนไพร 3 สหาย



สูตรน้ำสมุนไพร 3 สหาย
รวมกันเป็นยา ...แต่หอมอร่อยชื่นใจ 

สมุนไพรมีอยู่มากมายหลายตำรับ แต่ที่ตรงคำกล่าวที่ว่า "สูงสุดคืนสู่สามัญ" ยาสมุนไพรสูตรตำรับเดียว ที่ใช้ป้องกันได้ทั้งโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตันและโรคหลอดเลือดสมองตีบนั้นมีอยู่ไม่กี่ตำรับ 

ในที่นี้ขอแนะนำตำรับหนึ่งที่มีผู้ใช้ได้ผล และบอกต่อกันมา คือตำรับกระเจี๊ยบแดง พุทราจีน และเตยหอม

* สมุนไพรชนิดแรก สีแดงและรสเปรี้ยวจี๊ดของกลีบเลี้ยงผลกระเจี๊ยบแดง นอกจากมีฤทธิ์ขับปัสสาวะ ขับนิ่วในไต และในระบบทางเดินปัสสาวะแล้ว ยังมีฤทธิ์ลดไขมันในเลือด และรักษาโรคความดันโลหิตสูง รวมทั้งลดความเหนียวข้นของเลือดลง ทำให้การไหลเวียนของโลหิตทั่วร่างกายดีขึ้น ซึ่งก็ช่วยรักษาเส้นเลือดขอดให้ทุเลาลงได้ด้วย

* สมุนไพรชนิดที่สอง รสหวาน มัน ฝาด ของผลพุทราจีนสุก ช่วยบำรุงโลหิต บำรุงร่างกาย บำรุงประสาท แก้โรคนอนไม่หลับ

นอกจากนี้ ยังอุดมด้วย วิตามินเอ วิตามินซี ซึ่งช่วยบำรุงสายตา และเพิ่มภูมิต้านทานโรค ที่สำคัญผลพุทราช่วยลดผลข้างเคียงจากกรดซิตริกของกระเจี๊ยบ

ในขณะเดียวกันก็ช่วยเสริมฤทธิ์ป้องหลอดเลือดหัวใจอุดตัน และเส้นเลือดสมองตีบ

* สมุนไพรชนิดที่สาม คือ รสหวานเย็นของใบเตย ช่วยบำรุงหัวใจ ชูกำลัง ลดพิษไข้ ดับพิษร้อนภายใน

วิธีทำ
------
ใช้กระเจี๊ยบแดงแห้ง 30 กรัม เนื้อพุทราแห้งไม่มีเมล็ด 30 กรัม ใบเตยแห้ง 5 กรัม

นำมาล้างน้ำให้สะอาด เติมน้ำพอประมาณแล้วแต่ชอบข้นมากก็ใส่น้ำน้อย อยากได้ข้นน้อยก็ใส่น้ำมาก แล้วเคี่ยวไฟอ่อนๆ ราว 10-15 นาที จะเติมเกลือและน้ำตาล (ไม่ฟอกขาว)เล็กน้อยก็ได้ เพื่อให้ได้รสชาติดีขึ้น

** แต่สำหรับผู้ป่วยเบาหวานและผู้ป่วยที่ควบคุมโซเดียมไม่ควรเติมอะไรเพิ่ม

ดื่มขณะอุ่น วันละ 2 ครั้ง ครั้งละ 1 แก้ว เช้า-เย็น หลังอาหาร ที่เหลือเก็บใส่ภาชนะมีฝาปิดแช่ตู้เย็นได้ แล้วนำมาอุ่นเพื่อดื่มในมื้อต่อไป

สำหรับผู้ป่วยโรคหัวใจ หรือโรคเส้นเลือดสมองตีบเรื้อรัง สามารถดื่มน้ำสมุนไพรสูตรนี้ได้ทุกวัน ช่วยเสริมการบำบัดรักษาที่แต่ละคนดูแลสุขภาพตนเองอยู่แล้วให้ดียิ่งขึ้น

ดื่มเป็นประจำทำให้สมองแจ่มใส หัวใจสดชื่นไปอีกนาน สำหรับผู้ที่ใช้สมองมาก เช่น นักเรียน นิสิต นักศึกษา หรือผู้บริหาร สามารถดื่มสมุนไพรสูตรนี้แทนซุปไก่สกัด หรือผลไม้สกัดราคาแพงๆ ได้เช่นกัน

นอกจากจะได้ยาบำรุงสมองที่มีสรรพคุณดีกว่าแล้ว ยังได้ยาราคาถูกกว่าอีกด้วย


ที่มา : มติชน

วันพฤหัสบดีที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2556

สมุนไพรไทยแก้โรคภูมิแพ้และหอบหืดได้ผลดีนัก(สูตร1)


สมุนไพรไทยแก้โรคภูมิแพ้และหอบหืดได้ผลดีนัก(สูตร1)

ช่วงอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย จึงทำให้ร่างกายปรับตัวไม่ทัน เพราะในวันหนึ่งๆ มีทั้งอากาศหนาว,ร้อน,ฝนตก
ทำให้เป็นภูมิแพ้ บางท่านเป็นหนักก็จะมีอาการหอบหืด
ดิฉันมีสูตรยาสมุนไพรมาฝาก (ได้ลองกับตัวเองแล้ว)
ได้ผลดีมากๆ เพราะเวลาเป็นทรมานมากๆ จะหายใจลำบาก เวลานอนก็นอนไม่ได้เพราะหายใจไม่สะดวก
สมุนไพรที่ใช้มีดังนี้
1. หอมแดง 1 หัว (ขนาดเท่าหัวแม่มือผู้ป่วย)
2. กระเทียม (ขนาดเท่าหัวแม่มือผู้ป่วย)
3. ขิง เหมือนกับข้อ1-2
4. มะนาว 3-4 ลูก
5. น้ำผึ้ง 2-3 ช้อนโต๊ะ
หอมแดง, กระเทียม, ขิง ที่เอาเปลือกออกแล้ว โขลกรวมกัน
(ถ้ามีเครื่องปั่นก็ใช้วิธีปั่น)ให้ละเอียด
มะนาวบีบเอาน้ำ นำมาผสมรวมกันกับหอมแดง กระเทียม ขิง และน้ำผึ้ง
ป.ล. ควรทำทีละมากๆหน่อย กะปริมาณเพราะสูตรข้างบนนี้เฉพาะดื่มครั้งเดียว ถ้าทำมากเก็บแช่ตู้เย็นไว้ดื่มทุกวันดื่มเวลาไหนก็ได้วันละกี่ครั้งก็ได้ เพราะสมุนไพรมีแต่ประโยชน์ไม่มีโทษ
ตอนแรกดิฉันดื่มได้ประมาณ 1 เดือน อาการดีขึ้นมาก จากที่ต้องกินยา พ่นยา เดี๋ยวนี้ไม่ต้องใช้ยาแล้ว
ถึงจะหายถ้านึกได้ก็จะดื่มเสมอๆ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
http://ict.in.th/21371

@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@

วิธีรักษาโรคหอบหืดด้วยสมุนไพร (สูตร2)
ช่วยบอกต่อด้วยนะครับสำคัญมาก เมื่อก่อนลูกชายผมเป็นหอบ ทรมาณมาก ก็ได้วิธีรักษามาจากคุณแม่(แม่ยุพิน ใจทัน) ตอนนี้ลูกชายผมหายขาดแล้ว
วิธีรักษา
1.ใบกระเพราแดง
2.น้ำผึ้งแท้
3.เกลือ
4.เหล้าขาว
วิธีใช้
นำใบกระเพราะแดงผสมกับน้ำผึ้งใส่ในครกตำให้เข้ากันแล้วเอาเกลือใส่(นิดเดียว)กับเหล้าขาวนิดหน่อยตำให้เข้ากัน
คั้นเอาน้ำไปให้คนที่เป็นหอบหืดกิน กินทุกวันไม่นานก็หายครับ
ลองดูนะ
ถ้าหายแล้วก็ขอบคุณด้วยนะครับ
ก็ขอยกความดีนี้ให้แม่ยุพิน ใจทันด้วยครับ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
http://khum.co/board-story/t68069

สูตรรักษาโรคริดสีดวงทวาร...แนวชีวจิต


สูตรรักษาโรคริดสีดวงทวาร...แนวชีวจิต

กับสาเหตุหลักการเกิดโรคริดสีดวง



แม้โรคริดสีดวงทวารหนักจะน่ารำคาญ แต่ก็ไม่ใช่โรคร้ายแรง และอาการมักจะดีขึ้นเอง หากดูแลรักษาตนเองอย่างถูกต้อง ซึ่งโรคนี้เกิดขึ้นได้จากสาเหตุหลายประการ แต่ที่พบบ่อยที่สุดเกิดจากพฤติกรรมการกิน การขับถ่าย และการใช้ชีวิตประจำวันผิดๆ

อาจารย์สาทิส อินทรกำแหง ให้คำแนะนำแก่ผู้ที่มีปัญหาโรคริดสีดวงทวารไว้ดังนี้

-ปรับอาหารด้วยสูตรชีวจิต (ข้าวกล้อง50 เปอร์เซ็นต์ ผัก 25 เปอร์เซ็นต์ โปรตีนจากพืช 15 เปอร์เซ็นต์ เบ็ดเตล็ด 10 เปอร์เซ็นต์) และกินสับปะรดอย่างน้อย 1 เสี้ยวถึงครึ่งผลทุกวัน รวมถึงคั้นน้ำสับปะรดดื่มวันละแก้ว (อย่าใช้น้ำสับปะรดกระป๋อง) ทั้งกินทั้งดื่มประมาณ 1 อาทิตย์ สับปะรดจะช่วยในการย่อยอาหาร และช่วยให้การขับถ่ายสะดวกดีขึ้น

-น้ำส้มสายชูแอ๊ปเปิ้ลไซเดอร์ 2 ช้อนโต๊ะ ผสมน้ำผึ้ง 2 ช้อนโต๊ะ เติมน้ำสุกเล็กน้อย (4 ช้อนโต๊ะ) แล้วจิบตลอดวัน ช่วยแก้อาการคันและแสบของริดสีดวงได้

-ทำดีท็อกซ์ตอนเช้า ควรใช้น้ำมันหล่อลื่นหรือครีมแก้ริดสีดวงทาที่ปลายสายยางสำหรับทำดีท็อกซ์จนเยิ้ม อย่าให้ปลายสายฝืดเป็นอันขาด ต้องหล่อลื่นให้มากๆ

-อย่ากินเค็ม กินเค็มทำให้อ้วน และทำให้น้ำอยู่ในตัวมาก น้ำมากทำให้เส้นเลือดพอง ริดสีดวงก็เลยพองโตตามไปด้ว

-สร้างสุขนิสัยที่ดีในการขับถ่าย ได้แก่ ควรถ่ายให้เป็นเวลา ไม่นั่งถ่ายหรือเบ่งอยู่นานๆ และเมื่อปวดก็อย่าอั้นไว้ ควรถ่ายทันที เพื่อป้องกันการเกิดริดสีดว

-หลังอุจจาระควรใช้น้ำล้าง และหลีกเลี่ยงการใช้กระดาษเช็ด

-ควรหลีกเลี่ยงการยกของหนัก เช่น โซฟาหรือตู้ เพราะจะก่อให้เกิดแรงกดที่ก้น ทำให้คนที่เป็นริดสีดวงอยู่แล้วอาการกำเริบได้เช่นกัน

ขอขอบคุณข้อมูลจาก ชีวจิต

@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@

สาเหตุหลักการเกิดโรคริดสีดวง

โรคริดสีดวงคือโรคที่เกิดจากโป่งพองของหลอดเลือดบริเวณรูทรวารหนัก ซึ่งสาเหตุที่ทำให้หลอดเลือดเกิดการโป่งพองนั้นอาจเกิดได้จาก การเบ่งอุจจาระ, ท้องผูก, ท้องเสีย, อาหารที่รับประทาน, อายุ, การเช็ดที่อาจรุนแรงเกินไป, โรคทางลำไส้บางชนิด, หรือ ความดันโลหิตสูง ปัจจัยเหล่านี้อาจทำให้เกิดโรคริดสีดวงทวารขึ้นได้
การเบ่งอุจจาระ : การเบ่งอุจจาระทำให้เกิดการเกร็งตัวของหลอดเลือด บริเวณรูทวาร ซึ่งในระยะยาวการเบ่งอุจจาระจำทำให้หลอดเลือดบริเวณทวารหนักค่อยๆเสื่อมลงและเกิดลักษณะปูดนูนขึ้น

ท้องผูก : อาการท้องผูกเป็นสาเหตุหลักอีกอย่างหนึ่งที่ทำให้เกิดโรคริดสีดวง เพราะโดยธรรมชาติของคนเรา เมื่อมีอาการท้องผูก ก็จะต้องเบ่งเพื่อขับถ่ายอุจจาระ ดังนั้นหากคุณเกิดอาการท้องผูกให้ลองใช้เทคนิคต่อไปนี้
หายใจเข้าลึกๆ : การหายใจเข้าลึกๆจะสามารถช่วยให้เกิดการเคลื่อไหวในบริเวณลำไส้ ซึ่งช่วยในการขับถ่าย
อย่าการกลั้นหายใจ : คนท้องผูกส่วนมากมักจะกลั้นหายใจโดยอาจไม่รู้ตัวซึ่งส่งผลทำให้เกิดความดันโลหิตสูงขึ้นในหลอดเลือดบริเวณทวารหนัก และทำให้เกิดเป็นโรคริดสีดวงได้ง่ายขึ้น
อย่านั่งส้วมนานเกิด 5 นาที : ถ้าคุณไม่สามารถ่ายได้ภายใน 5 นาที ก็อย่าพยายามฝืนมัน ให้ลองออกจากห้องน้ำไปทำอะไรเสียก่อน และค่อยกลับมาลองใหม่

ท้องเสีย : สาเหตุที่ทำให้ท้องเสียมีหลายสาเหตุ เช่น การทานอาหารที่มีรสจัดเกินไป, การติดเชื้อ, แพ้นมวัว แต่ไม่ว่าคุณจะท้องเสียด้วยสาเหตุใด เมื่อคุณขับถ่ายบ่อยครั้ง หูรูดบริเวณทวารหนักต้องทำงานมากขึ้น และหากคุณท้องเสียบ่อยครั้ง คุณก็มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคริดสีดวงได้มากขึ้น


ทานอาหารที่ไม่มีกากใย : อาหารที่คุณรับประทานเป็นประจำมีผลต่อโอกาสการเกิดของโรคริดสีดวง อาหารที่มีการใยสูง เช่น ผักและผลไม้ สามารถช่วยทำให้ระบบขับถ่ายทำงานได้ดีขึ้นและลดความเสี่ยงในการเกิดโรค หรือการทานเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนหรือแอลกอฮอล์เป็นประจำสามารถเป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคริดสีดวงทางอ้อมได้ เนื่องจากเครื่องดืมที่มีคาเฟอีนและแอลกอฮอล์จะไปดึงน้ำออกจากร่างกาย เมื่อร่างกายขาดน้ำ จะทำให้เกิดการท้องผูกและเกิดโรคริดสีดวงได้ง่ายขึ้น

การทำความสะอาด : การเช็ดที่รุนแรงหรือถี่เกินไปบริเวณทวารหนัก จะทำให้เกิดการเสียดสี ร่างกายจะตอบสนองด้วยการพยายามสร้างเกราะป้องกันสิ่งที่มากระทบกระทั่งมัน จึงทำให้คุณมีโอกาสเป็นริดสีดวงได้มากขึ้น



อายุที่มากขึ้น : ดังที่ได้กล่าวไปแล้วข้างต้น โรคริดสีดวงเป็นโรคที่เกิดจากความเสื่อม ของหลอดเลือดบริเวณทวารหนัก เมื่อคนเรามีอายุมากขึ้น เนื้อเยื่อและกระดูกของเราจะค่อยๆเสื่อมลง ลำไส้อาจทำได้ไม่ดีและทำให้มีโอกาสทำให้ท้องผูกและเกิดโรคริดสีดวงได้มากขึ้น

ขอขอบคุณข้อมูลจาก http://sukapapdeedee.com/disease/intestine-disease/hemroids/1.html

เหยียบกะลา ธรรมชาติบำบัด รักษาได้ทุกโรค

การเหยียบกะลา เป็นศาสตร์หนึ่งที่ใช้ธรรมชาติบำบัด และรักษาโรคได้หลายโรค บางคนมองข้ามไปคิดว่าจะต้องไปนวดสปา นวดจับเส้น หรือว่าได้รับอาหารดี ๆ หรือจะเป็นอาหารเสริมต่าง ๆ สิ่งเหล่านั้นก็ถือว่าดีเหมือนกัน แต่ในความเป็นจริงแล้วเราจะทำได้ไหมที่จะต้องไปนวดสปา ซึ่งราคาค่อนข้างแพง หรืออาจจะไม่มีเวลาไปนวดจับเส้น หรือบางคนอาจจะไม่มีเงินพอที่จะซื้ออาหารเสริมราคาแพง ๆ มาบำรุงร่างกาย แต่การเหยียบกะลานั้น สามารถทำได้ทุก ๆ วัน เพียงแค่ใช้เวลากับมันสักเล็กน้อย เราก็จะได้สุขภาพเ้ท้า สุขภาพกายที่ดีกลับคืนมาโดยที่ไม่จำเป็นต้องเสียเงินทองเลย

การเหยียบกะลา สามารถฟื้นฟูผู้ป่วยเบาหวาน และโรคความดันโลหิตสูงได้ ซึ่งมีรายงานจากโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลตากูก จังหวัดสุรินทร์ จากผู้ป่วยที่เคยทำแผลที่เท้า หลังจากที่ใช้ให้ผู้ป่วยเหยียบกะลา ก็จะทำให้ผู้ป่วยรู้สึกดีขึ้น ลดการทำแผลได้มาก 75 % และลดอาการชาไปเรื่อย ๆ 25 %
กะลาที่ใช้ควรเลือกกะลาที่มีก้นแหลมพอสมควรเพื่อเท้าเราจะได้สัมผัสกับส่วนที่แหลม ทำให้ช่วยผ่อนคลายจุดต่าง ๆ บริเวณอุ้งเท้ากะลาควรเลือกสถานที่ในการวางให้เหมาะสม กะลาควรวางในที่ที่แน่น ไม่คลอนแคลน ควรวางบนพื้นดินทราย หรือเย็บติดกับพื้นพรม ไม่ควรวางบนพื้นปูน หรือพื้นที่แข็ง เพราะจะทำให้ลื่นได้ง่ายอาจทำให้เกิดอันตรายในการเหยียบได้สำหรับการขึ้นไปเหยียบกะลานั้น ควรหาอุปกรณ์ในการยึดจับให้มั่น เพื่อจะได้ไม่เป็นอันตรายในระหว่างการเหยียบกะลา อาจจะเป็นราวไม้ หรือว่าวางกะลาไว้ใกล้ ๆ โต๊ะ ใกล้ ๆ ผนังกำแพงบ้านไว้สำหรับจับ เพื่อป้องกันการล้มได้การเหยียบกะลา หากผู้ที่ยังยืนไม่แข็งแรง ก็ควรใช้เก้าอี้ในการนั่งก่อน แล้วค่อย ๆ พัฒนาในการยืนต่อไป

การเหยียบกะลานั้น ก็ขึ้นไปยืนลักษณะผ่อนคลาย ไม่เกร็ง ยืนแบบสบาย ๆ ค่อย ๆ ย่ำเท้าให้จุดสัมผัสบริเวณอุ้งเท้าเปลี่ยนจุดสัมผัสไปเรื่อย ๆ การเหยียบกะลานั้น ควรทำอย่างสม่ำเสมอ ทำทุกวันตอนเช้าหรือตอนเย็นก็สุดแล้วแต่จะมีเวลา แต่ที่สำคัญก็ต้องทำเป็นประจำ 2 - 5 นาทีการดูแลสุขภาพของเรานั้น ไม่จำเป็นที่จะต้องลงทุนมากมายอะไร เพียงแต่นำเอาวัสดุใกล้ตัว วัสดุธรรมชาติมาใช้ในการบำบัดรักษา

การเหยียบกะลา กับโรค เบาหวาน ความดันโลหิตสูง หากเราดูแลร่างกาย ดูแลสุขภาพของเราอย่างสม่ำเสมอ โรคเหล่านั้นก็จะค่อย ๆ ทุเลา หรืออาจหายไปเลยก็ได้หากเราทำอย่างสม่ำเสมอ ส่วนที่เหลือจากกะลามะพร้าว ก็นำไปปลูกต้นไม้ได้ ไม่เสียประโยชน์

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
http://thaitopfood.blogspot.jp/2012/11/blog-post_1.html

สาระวันวัน: เหยียบกะลา ธรรมชาติบำบัด รักษาได้ทุกโรคการเหยียบก...

สาระวันวัน:
เหยียบกะลา ธรรมชาติบำบัด รักษาได้ทุกโรคการเหยียบก...
: เหยียบกะลา ธรรมชาติบำบัด รักษาได้ทุกโรค การเหยียบกะลา เป็นศาสตร์หนึ่งที่ใช้ธรรมช าติบำบัด และรักษาโรคได้หลายโรค บางคนมองข้ามไปคิดว่าจะต้...

ผักผลไม้ต้านมะเร็ง

ผักผลไม้ต้านมะเร็ง
สูตร ผักผลไม้ต้านมะเร็ง
เป็นสูตรน้ำผักต้านมะเร็ง ลองทำทานกันดูนะคะ
บทความคัดลอกมานะคะ.
น้ำผักผลไม้สูตรนี้ ช่วยให้ร่างกายแข็งแรง มีผิวพรรณสดใส
ลองนำไปปั่นทานกันดู..น่าจะดีต่อสุขภาพไม่มากก็น้อย
ส่วนประกอบก็ราคาไม่แพงมากด้วย
สูตรมีดังนี้
1. แอปเปิ้ล 1 ผล
2. แครอท 1 ลูก
3. ผักสลัด (ผักกาดแก้ว) 3 ใบ
4. ตั้งโอ๋ 2 ก้าน
5. มะนาว 1 ลูก
6. น้ำเสาวรส 1/2 แก้ว (ถ้าไม่มีสดให้ซื้อน้ำเสาวรสกระป๋องก็ได้ค่ะ)
7. น้ำผึ้งแท้ 1/2 แก้ว
8. น้ำเปล่า 1-2 แก้ว แล้วแต่ความชอบ
9. ฝรั่ง 1 ผล
10. มะเขือเทศสีดา (ลูกเล็กๆ) 5 ลูก
11. น้ำตาลทรายแดง 3 ช้อนโต๊ะ
นำทุกอย่างมาปั่นรวมกัน
สูตรนี้จะทำได้ประมาณ 1 ลิตร ในกรณีที่เป็นคนป่วย
ให้รับประทานวันละ 1 ลิตร แต่ถ้าดื่มเพื่อสุขภาพเฉยๆ
สามารถเก็บไว้ในตู้เย็นได้ประมาณ 2-3 วัน
ขอบคุณข้อมูลจาก http://www.jatuka.com/ความรู้ทั่วไป/สูตรน้ำผักต้านมะเร็ง/

วันอังคารที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2556

มะเร็ง…ป้องกันได้ด้วยอาหาร


คนส่วนใหญ่กลัวมะเร็ง  เพราะแต่ละปีมีผู้เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งชนิดต่างๆ  เป็นจำนวนมาก  ดังนั้น  นิกวิชาการจึงทำการศึกษาและพบว่าอาหารจากธรรมชาติสามารถช่วยป้องกันมะเร็งได้
วิตามินซี  จากการพบว่าผู้ป่วยมะเร็งมีวิตามินซีในเส้นเลือดน้อยเกินไปทั้งนี้  วิตามินซีช่วยป้องกันการทำลายหัวใจอันเนื่องจากยารักษามะเร็ง (เช่น Doxorubicim) และเป็นที่ต้องสงสัยว่าผลข้างเคียงจากการทำคีโมและการฉายแสงทำให้ปริมาณวิตามินซีลดลง
อาหารที่มีวิตามินซี  ควรกินผักและผลไม้เป็นประจำสม่ำเสมอ  เช่น  ฝรั่ง  ส้ม  สตรอเบอร์รี่  กีวี  พริกหวาน  บร๊อกโคลี่  และกะหล่ำ
ข้อควรระวัง  วิตามินซีอัดเม็ดส่วนมากมีความเข้มจ้นเกินไป  ควรกินไม่เกินวันละ 100 กรัม
ผลข้างเคียง  ผู้ที่สูบบุรี่จัดไม่ควรกินวิตามินซีมากเกินไป  เพราะจากการศึกษาพบว่าจะเพิ่มความเสี่ยงกับโรคปอดกับมะเร็งปอด  และมีผลในการลดประสิทธิภาพของยาบางชนิดหรืออาจเร่งปฏิกิริยาของยาให้แรงขึ้น  ดังนั้น  จึงควรสอบถามแพทย์เมื่อต้องกินยารักษาโรค
วิตามินอี  ช่วยป้องกันเชลล์จากปัจจัยเสี่ยงของโรคมะเร็ง (เช่น  รังสียูวี  สารเคมี)  โดยเฉพาะผู้ป่วนที่เป็นโรคมะเร็งกระเพราะและลำไส้  รวมทั้งมะเร็งเม็ดเลือดขาวผู้ป่วยกลุ่มนี้มีวิตามินอีในเลือดน้อยเกินไป  อาหารที่มีวิตามินอี  เช่น  เมล็ดพืชน้ำมันข้าวสาลี  น้ำมันดอกทานตะวัน ฯลฯ
ข้อควรระวัง  ผู้ที่สูบบุรี่ไม่ควรกินวิตามินอีมาก  เพราะจะช่วยเพิ่มความเสี่ยงกับโรคมะเร็งปอดเช่นเดียวกับวิตามินซี
เบต้าแคโลทีน  ช่วยในการเจริญเติบโตของเซลล์และช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันแข็งแรง  อาหารที่มีเบต้าแคโรทีน  เช่น  ถั่วสีเขียว  แครอต  บล็อกโคลี่  มะเขือเทศและฟักทอง
ผลข้างเคียง  ผู้ที่สูบบุรี่ไม่ควรกินเบต้าแคโรทีนขนิดอัดเม็ดสำเร็จรูปมากกว่า 20 มิลิกรัมต่อวัน  เพราะมัรจะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคมะเร็ง
ซีลีเนียม  แร่ธาตุตัวนี้ช่วยปกป้องเซลล์  ในผู้ป่วยมะเร็งต่อมลูกหมากมักพบว่ามีซีเนียมในเลือดน้อย  อาหารที่มีซีล๊เนียม  เช่น  เนื้อสัตว์  ไข่  เมล็ด  ข้าวสาลี  และหน่อไม้ฝรั่ง
ผลค้างเคียง  สัญญาณที่เตือนว่ากินซีลีเนียมากไปก็คือลิ้นจะรู้สึกรับรสของโลหะ
สังกะสี  นอกจากธาตุเหล็กแล้วสังกะสีก็เป็นแร่ธาตุจำเป็นอีกตัวหนึ่งในอวัยวะของเรา  จาการศึกษาพบว่าสังกะสีต่ำก็คือ  ติดเชื้อบ่อย  บาดแผลอักเสบรักษายาก  ท้องร่วง  ผมร่วง  เบื่ออาหาร  ซึมเศร้า  อาหารที่มีสังกะสี  เช่น  เนื้อสัตว์นม  และผลิตภัณฑ์จากนม
ผลข้างเคียง  สังกะสีจะขัดขวางการดูดซึมซีวีเนียม  จึงควรที่จะทิ้งระยะการกินให้ห่างกัน  เช่น  เช้าหรือเย็น  ไม่ควรกินสังกะสีพร้อมกับธาตุเหล็ก  และไม่ควรดื่มกาปฟหรือชาดำพร้อมกับทองแดงและแคลเซียม
 ขอขอบคุณ : นิตยสาร Lisa

ดอกคำฝอย ทำได้มากกว่าลดน้ำหนัก


สรรพคุณที่ทำให้ดอกคำฝอยได้แจ้งเกิดในใจชองแฟนๆ มาจากความสามารถในการลดน้ำหนักลดไขมันในเส้นเลือด  แต่ที่จริงแล้วมันยังมีประโยชน์ที่มากกว่านั้น
สลายลิ่มเลือด
คนที่ชอบกินของหวานจะมีน้ำตาลในเลือดสูง  จากนั้นเลือดจะเหนียวข้นจับตัวกลายเป็นลิ่มเลือด  ทำให้ระบบการหมุนเวียนโลหิตไม่ดี  แต่คำฝอยมีสรรพคุณช่วยย่อยสลายลิ่มเลือดให้เล็กลงได้และป้องกันไม่ให้เลือดเกาะตัวกลายเป็นลิ่มเลือดข้นมาใหม่
หัวใจแข็งแรง
เมื่อตัวยาจากดอกคำฝอยสลายลิ่มเลือดไปแล้ว  ร่างกายก็จะมีเลือดไปเลี้ยงที่หัวใจมากขึ้น  ทำให้หัวใจแข็งแรง  และยังลดไขมันอุดตันที่เกาะอยู่ตามหลอดเลือดหัวใจไปในตัว
รักษาแผลกดทับตำราแพทย์โบราณบอกไว้ว่าให้ต้มดอกคำฝอย  500 กรัม  ในน้ำ 7 ลิตรต้มด้วยไฟปลานกลางประมาณ 2 ชั่วโมงจนดอกคำฝอยเป็นสีขาว  ตักกากออกให้เหลือแต่น้ำ  แล้วเคี้ยวด้วยไฟอ่อนๆ  ต่อไปจนน้ำยาเหนียวเป็นกาว  จากนั้นก็เอายาลงบนผ้า  เอาไปปิดที่แผลกดทับ  ทำติดต่อกันประมาณ  1 อาทิตย์  แผลกดทับก็จะหายเอง
ลดโคเลสเตอรอล
คุณสมบัติอันโด่งดังของดอกคำฝอยคือการลดโคเลสเตอรอลนี่เอง  แต่ถึงจะดื่มน้ำดอกคำฝอยแล้วก็ควรจะลดอาหารที่มีไขมันสูงควบคู่ไปด้วย  ถึงจะลดความอ้วนได้ผล
**** หมายเหตุ  ถึงแม้ดอกคำฝอยจะมีดีหลายอย่าง  แต่ถ้าดื่มเอาเป็นเอาตายก็อาจจะกลายเป็นโทษได้เหมือนกัน  เพราะดอกคำฝอยมีคุณสมบัติสลายลิ่มเลือด  ถ้าดื่มมากๆ  จะทำให้โลหิตจาง  เลือดน้อย  แถมยังเหนื่อยง่าย  อ่อนเพลีย  ใจหวิว  มึนศีรษะ  กลายเป็นผู้หญิงขี้โรคไม่รู้ตัว!!!
 ขอขอบคุณ  ที่  นิตยาสาร Spicy

อันตรายจากน้ำมะนาวเทียม


ใครที่ชอบทานส้มตำคงคุ้นตาดีกับภาพแส่ค้าขายส้มตำปรุงรสด้วยน้ำมะนาวสีเขียวใสๆ  ที่บรรจุอยู่ในขวดแก้ว (อันที่จริงก็ไม่ถึงกับทุกร้านหรอกนะครับ)  น้ำมะนาวที่เห็นนั้นเรียกว่าน้ำมะนาวเทียมหรือเกร็ดมะนาว  ให้มีรสเปรี้ยวแหลม  ราคาถูก  อีกทั้งยังมีสีสันคล้ายคลึงกันกับน้ำมะนาวจริงเกือบทุกประการ
สิ่งที่ต้องระวังสำหรับผู้ที่ทานน้ำมะนาวเทียมเป็นประจำก็คือ  เครื่องปรุงรสดังกล่าวผลิตมาจากกรด “ซิตริก”  ซึ่งถูกใช้ในโรงงานอุตสาหกรรม  มีความบริสุทธิ์น้อยและมีสารปนเปื้อน  ที่สำคัญต่อ สามารถย่อยสลายสิ่งต่างๆได้  ไม่เว้นแม้แต่อวัยวะภายในระบบทางเดินอาหารของผู้บริโภค  ผู้ที่ชื่นชอบอาหารรสแซบทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นต้มยำ  ส้มตา  หรือแม้แต่น้ำหวานหรือไอศกรีมรสมะนาวต้องคอยสังเกตวัตถุดิบที่พ่อค้า – แม่ค้าใช้ดูให้ดี
นี่เป็นเพียงแค่ตัวอย่างส่วนหนึ่งของอาหารที่มีสารปนเปื้อน  ในความเป็นจริงแล้ว  อาหารต่างๆ  ที่ผ่านกระบวนการทางอุตสาหกรรม  และมุ่งหวังผลประโยชน์การค้อเป็นสำคัญ  ล้วนมีสารพิษชนิดใดชนิดหนึ่งที่เจือปนอยู่ทั้งนั้น  นับเป็นเรื่องที่อันตรายเป็นอย่างยิ่งของมนุษย์ยุคปัจจุบันที่ไม่อาจสืบทราบที่มา  ตลอดจนเส้นทางการเดินทางของอาหารที่ตนทานได้
หนทางป้องก้นจึงควรที่จะหลรกเลี่ยงการบริโภคอาหารที่มีสารปนเปื้อน  หรือใช้วิธีการบริโภคอาหารที่มีสารพิษปนเปื้อน  หรือใช้วิธีการรับประทานอาหารเหล่านี้หมุนเนียนสับเปลี่ยนทานอาหารให้ได้หลากหลายประเภทโดยไม่ซ้ำหน้ากันก็จะช่วยลดความเสี่ยงสะสมในการรับและสะสมสารพิษภายในร่างกายลงได้
ส่วนการรณรงค์ให้ผู้ประกอบการ  ลด  ละ  เลิก  การใช้สารเคมีนั้น  เป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลายาวนานครับ
ที่มา : นิตยาสาร BE Well

วันศุกร์ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

สาเหตุปากเหม็นเรื้อรัง

- มีเศษอาหารตกค้างอยู่ตามซอกฟัน ร่องเหงือก บนและโคนลิ้น รวมถึงต่อมทอนซิน
- โรคอักเสบเรื้อรังของช่องปาก เช่น โรคเหงือกอักเสบเรื้อรัง
- โรคอักเสบเรื้อรังของโพรงจมูกหรือไซนัส
- โรคต่อมทอนซินอักเสบเรื้อรัง
- โรคกรดไหลย้อน
- โรคมะเร็งในช่องปาก จมูก ไซนัส หรือลำคอ
- ช่องปากแห้งจากการกินยาบางชนิด เช่น ยาลดน้ำมูก หรือยาแก้โรคภูมิแพ้
- สูบบุหรี่ หรือดื่มสุราเรื้อรัง
- ใส่ฟันปลอมและรักษาดูแลความสะอาดไม่ดี
- โรคตับเรื้อรัง และโรคไตเรื้อรัง
ฉะนั้นการกำจัดกลิ่นปากเรื้อรัง นอกจากรักษาโรคที่เป็นอยู่แล้ว จำเป็นต้องรักษาความสะอาดช่องปากให้ดี ด้วยวิธีใช้ไหมขัดฟัน การใช้น้ำยาบ้วนปาก ร่วมกับการแปรงฟัน  แต่ถ้าจะแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ ควรดูแลสุขภาพให้แข็งแรงสมบูรณ์อยู่เสมอ เมื่อปลอดจากโรค ก็ปลอดจากกลิ่นปากค่ะ

5 สุดยอดอาหารดีท็อกซ์

1 กระเทียม ช่วยส่งเสริมระบบภูมิคุ้มกันและมีคุณสมบัติในการขับพิษ ยับยั้งพิษ และสลายพิษอยู่ครบถ้วนทั้งสามคุณสมบัติ อาจจะเป็นอาหารที่มีกลิ่นเพราะมีกำมะถันเป็นส่วนประกอบ ซึ่งกำมะถันจะจับโลหะหนักที่เป็นพิษและถูกกำจัดออกทางอุจจาระ

2 มะนาว เป็นแหล่งอาหารวิตามินซีสูง ช่วยขับสารพิษออกจากร่างกายและเผาผลาญไขมัน การดื่มน้ำมะนาว (แบบไม่ใส่น้ำตาล) ทุกเช้าจะช่วยกระตุ้นกระบวนการเผาผลาญในร่างกาย รวมถึงสารแอนตี้ออกซิแดนท์ที่เรียกว่า ไบโอฟลาโวนอยด์อยู่สูง จึงช่วยการทำงานของตับได้อย่างมีประสิทธิภาพ และช่วยในการล้างสารพิษ 

3 ขิง นอกจากจะเพิ่มรสชาติเผ็ดร้อนให้อาหารแล้วยังช่วยขับของเสียออกจากผิวหนังได้อีกด้วย ด้วยการนำขิงบดละเอียดพร้อมกับเกลืออาบน้ำลงในอ่างอาบน้ำร้อน หลังจากนั้นลงไปแช่ตัวให้นานเท่าที่ทำได้ เท่านี้จะเป็นการขับของเสียออกจากร่างกายได้อีกหนึ่งทาง 

4 บีทรูท ไฟเบอร์จากบีทรูทจะเพิ่มการผลิตเอ็มไซม์ต่อต้านอนุมูลอิสระในตับซึ่งจะช่วยตับและถุงน้ำดีกำจัดสารพิษอื่นๆ ออกจากร่างกาย แถมยังมีสารเบทาไซอานิน (betacyanin) ซึ่งเป็นแอนตี้ออกซิแดนท์ที่ช่วยให้ผิวกระจ่างใส แต่ถ้าต้องการให้ได้รับวิตามินครบถ้วน ควรกินดิบ ๆ โดยนำไปขูดฝอยกินเป็นสลัด

5 กะหล่ำปลีแดง ผักกาดขาว กะหล่ำปลี หรือผักกวางตุ้งไต้หวัน (bok choy) เป็นอาหารดีท็อกซ์ชั้นยอด ทำเป็นสลัด หรือนำไปผัด หรือนำไปต้มและผัดเร็ว ๆ ด้วยไฟแรงในน้ำมันมะกอก ช่วยเพิ่มไฟเบอร์และขจัดสารพิษอีกด้วย
เรียบเรียงข้อมูล : Chalida Rita 
อ้างอิงจาก http://www.globalhealingcenter.com