แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ มะเร็ง แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ มะเร็ง แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

การอบตัวด้วยสมุนไพร

การอบตัวโดยทั่วไปมีอยู่ 2 แบบ คือ “อบแห้ง” และ “อบเปียก” การอบตัวของตะวันตก
จะใช้ความร้อนที่ได้จากการเผาถ่านหิน หรือใช้ไอความร้อนจากไอน้ำที่เรียกว่า
Steam Sauna” ภูมิอากาศของประเทศไทย มีความชื้นสูงเนื่องจากตั้งอยู่ในเขต
ร้อนชื้น มีฝนตกชุก การอบตัวของคนไทยจึงเหมาะกับการอบแบบเปียก สมุนไพร
ที่ใช้ในการอบมีมากมายหลายสูตร ซึ่งขึ้นอยู่กับภูมิปัญญา และสมุนไพรในแต่ละ
ท้องถิ่น ในการเลือกใช้สมุนไพรก็ขึ้นอยู่กับภูมิความรู้ของผู้ที่เป็นหมอพื้นบ้าน
และความรู้ด้านการแพทย์แผนไทยของแต่ละคน


การใช้สมุนไพรในการอบตัวจะเน้นอยู่ 2 ระบบ คือ
1 สมุนไพรที่ดีต่อผิวหนัง
2 สมุนไพรที่ดีต่อระบบหายใจ (Aroma Theraphy)
ดังนั้นการเลือกใช้สมุนไพรในการอบตัว อาจมีการแบ่งกลุ่มสมุนไพร
ที่ดีต่อผิวหนังดังต่อไปนี้
สมุนไพรที่มีรสเปรี้ยว เพื่อช่วยให้คราบไคลหลุดลอกออกได้ง่าย และเผยผิวที่
สะอาดสดใส เช่น มะขาม ส้มป่อย ผักเสี้ยน ใบกาหลงขาว ใบเปล้าหลวง เป็นต้น
สมุนไพรที่ดีต่อผิวหนัง ช่วยลดอาการอักเสบของผิวหนัง สิว ฝ้า หรือผิวที่มีการติดเชื้อ
หรือแพ้สารเคมีบางอย่าง เช่น ใบเสลดพังพอน ใบยอ ใบหญ้านาง ใบตำลึง ผักบุ้งแดง
หรือผักบุ้งนา ใบพลูที่รับประทานกับหมาก ใบหนุมานประสานกาย เหงือกปลาหมอ ขมิ้นชัน
สมุนไพรที่ช่วยบำรุงผิว ทำให้ผิวพรรณชุ่มชื่น สดใส เช่น ไพล ขมิ้นอ้อย ขมิ้นชัน
ว่านนางคำ ว่านสาวหลง ว่านมหาเมฆ
สมุนไพรในกลุ่มที่ช่วยระบบหายใจ และส่วนอื่นๆ
1 ช่วยระบบหายใจ ตะไคร้ ผิวมะกรูด ใบมะกรูด ใบยูคาลิปตัส ใบมะนาว ใบอบเชย ใบกุ่มน้ำ
ขี้เหล็กทั้ง 5 เล็บครุฑ ใบแคแดง เปลือกและใบของต้นพญาสัตบรรณ หัวหอม ใบไผ่
ลูกยอดิบ ใบสะเดา ใบกะเพรา ว่านน้ำ ใบสะระแหน่ ใบแค ใบแมงลัก
2 ช่วยขับพิษไข้ เช่น ใบสะเดา ใบบอระเพ็ด เปลือกและใบของต้นพญาสัตบรรณ
ใบโมกมัน ใบกะทกรก ใบรากจืด ดอกม่วง และดอกขาว ฝักส้มป่อย ผักหนาม






สมุนไพร อบตัว
สรรพคุณ
ช่วยขับเหงื่อ ละลายไขมัน ผ่อนคลายกล้ามเนื้อ รักษาผิวพรรณ กระตุ้นการหมุนเวียนของโลหิต
วิธีใช้
ใส่น้ำครึ่งหม้อต้มสมุนไพร ใส่สมุนไพร(อบตัว) 2ช้อนชา ต้มน้ำให้เดือดตลอดเวลา
เพื่อให้ได้ไอน้ำพร้อมสมุนไพร
หมายเหตุ หลังอบตัวทุกครั้ง ให้ล้างหม้อต้มสมุนไพร ทำความสะอาดและเช็ดให้แห้ง
เพื่อสะดวกในการใช้ครั้งต่อไป
https://www.facebook.com/photo.php?fbid=605654062834173&set=a.605653109500935.1073741852.481311988601715&type=3&theater
***




วันอังคารที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

มะเขือพวงต้านอนุมูลอิสระและต้านอักเสบ



มะเขือพวงต้านอนุมูลอิสระและต้านอักเสบ

งานวิจัยฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและปริมาณสารฟีนอลิกรวมสารสกัดแอลกอฮอล์ของผลมะเขือตากแห้งแช่แข็ง ๑๑ ชนิดในประเทศไทยในปี พ.ศ.๒๕๕๑ พบว่าสารสกัดแอลกอฮอล์จากผลมะเขือพวงมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระสูงสุด และมีปริมาณรวมสารฟีนอลิกรวมสูงสุด

การศึกษาฤทธิ์ของมะเขือพวงโดยคณะนักวิจัยมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ในปี พ.ศ.๒๕๕๒ พบว่า สารสกัดมะเขือพวงมีสารโพลีฟีนอลสูง สารสกัดยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ไซโตโครมพี 450 2E1 ในไมโครโซมของตับ มีฤทธิ์ขจัดอนุมูลอิสระที่เกี่ยวข้องกับไลพิดเพอร์ออกซิเดชันและซูเปอร์ออกไซด์แอนไอออน ผู้วิจัยเชื่อว่าสารสกัดมะเขือพวงมีศักยภาพในการลดความเครียดออกซิเดชันในผู้ป่วยเบาหวาน
งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยมหิดลร่วมกับมหาวิทยาลัยแห่งรัฐโอไฮโอ สหรัฐอเมริกาในปี พ.ศ.๒๕๕๒ พบว่าสารสกัดแอลกอฮอล์จากมะเขือพวงมีฤทธิ์ต้านการผลิตไนตริกออกไซด์ และ TNF-? ในเซลล์มิวรีนมาโครฟาจที่ถูกกระตุ้นด้วยไลโพโพลีแซ็กคาไรด์ของแบคทีเรียในภาชนะเพาะเลี้ยง จึงมีฤทธิ์ต้านอักเสบ
นอกจากนี้ งานวิจัยจากสถาบันวิจัยป่าไม้ประเทศมาเลเซียพบว่าสารสกัดผลมะเขือพวงมีผลยับยั้ง platelet activating factor (PAF)  ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งของโรคหอบหืด การอักเสบเฉียบพลัน ภูมิแพ้และภาวะเลือดแข็งตัวอีกด้วย

มะเขือพวงกับโรคความดันโลหิตสูงและปัญหาเกล็ดเลือด



มะเขือพวงกับโรคความดันโลหิตสูงและปัญหาเกล็ดเลือด

งานวิจัยที่ประเทศแคเมอรูนพบว่า เมื่อให้สารสกัดน้ำและแอลกอฮอล์ของผลมะเขือพวงกับหนูทดลองพบว่าความดันโลหิตของหนูต่ำลง และลดอัตราการเต้นของหัวใจด้วย โยฮิมบีนและอะโทรพีนไม่มีผลต่อฤทธิ์การลดความดันโลหิตของสารสกัดมะเขือพวง แต่โยฮิมบีนยับยั้งผลการลดอัตราการเต้นหัวใจของสารสกัดน้ำมะเขือพวง
เมื่อทดสอบการเกาะตัวของเกล็ดเลือดที่กระตุ้นโดยทรอมบินหรืออะดีโนซีนไตรฟอสเฟต พบว่าสารสกัดน้ำมะเขือพวงยับยั้งการรวมตัวของเกล็ดเลือดจากผลของสารทั้งสองดังกล่าว ฤทธิ์ลดความดันโลหิตของสารสกัดผลมะเขือพวงทั้ง ๒ ชนิดน่าจะเกิดจากการทำให้หัวใจเต้นช้าลง ผนวกกับผลยับยั้งการรวมตัวของเกล็ดเลือดทำให้มะเขือพวงมีประโยชน์สำหรับผู้มีความดันโลหิตสูงและมีปัญหาเรื่องการรวมตัวของเกล็ดเลือด ตามที่มีการใช้งานมาแต่ดั้งเดิมนั่นเอง

มะเขือพวงกับโรคเบาหวาน



มะเขือพวงกับโรคเบาหวาน

งานวิจัยที่ศึกษาปฏิกิริยาต้านอนุมูลอิสระของเครื่องดื่มจากมะเขือพวงแห้ง พบว่าน้ำสมุนไพรมะเขือพวงสามารถลดระดับอนุมูลอิสระซูเปอร์ออกไซด์ หรืออนุมูลอิสระไนทริกออกไซด์ในเลือดหนูที่เป็นเบาหวานได้ ซึ่งเป็นอนุมูลอิสระที่ก่อให้เกิดสภาวะเครียดในหนูทดลองที่มีอาการของโรคเบาหวาน ส่งผลต่อสภาวะเครียดออกซิเดชันในเม็ดเลือดแดง น้ำสมุนไพรมะเขือพวงลดไขมันที่ถูกออกซิไดซ์เป็นไขมันไม่ดีในหนูที่มีอาการเบาหวาน นอกจากนี้พบว่าระดับน้ำตาลในเลือดของหนูเบาหวานลดลงด้วย

มะเขือพวงกับเพ็กทิน



มะเขือพวงกับเพ็กทิน

งานวิจัยพบว่า มะเขือพวงมีสารเส้นใยละลายน้ำได้ที่เรียกว่า เพ็กทิน (pectin) ซึ่งเป็นสารที่พบในผนังเซลล์ของพืช ผัก และผลไม้ต่างๆ  เมื่อผ่านการกินเพ็กทินจะเปลี่ยนรูปเป็นวุ้นไปเคลือบผิวลำไส้ และช่วยเพิ่มความหนืดของอาหาร ทำให้อาหารเคลื่อนตัวผ่านลำไส้ได้ช้า ลำไส้จึงดูดซึมแป้งและน้ำตาลที่ย่อยแล้วได้ช้าลง ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดค่อนข้างคงที่ การดูดซึมคอเลสเตอรอลจากอาหารหรือน้ำดีลดลง และเกิดการสร้างน้ำดีขึ้นมาทดแทน
นอกจากนี้ พบว่าเพ็กทินมีคุณสมบัติดูดซับไขมันส่วนเกินจากอาหาร ลดการดูดซึมอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตเข้าสู่ร่างกาย สารเส้นใยนี้ยังสามารถดึงน้ำไว้ได้เป็นจำนวนมาก จึงช่วยเพิ่มปริมาณอุจจาระ และกระตุ้นให้ระบบขับถ่ายทำงานได้เป็นปกติ ที่ลำไส้ใหญ่ แบคทีเรียในระบบทางเดินอาหารย่อยเพ็กทินให้กรดไขมันขนาดเล็กซึ่งเป็นประโยชน์กับร่างกาย
การศึกษาปริมาณเพ็กทินในมะเขือ ๓ ชนิด ได้แก่ มะเขือยาว มะเขือเปราะ และมะเขือพวง พบว่ามะเขือพวงมีปริมาณเพ็กทินสูงสุด มะเขือยาวมีปริมาณเพ็กทินน้อยกว่ามะเขือพวง ๓ เท่า และมะเขือเปราะมีน้อยกว่า ๖๕ เท่า จึงอาจกล่าวได้ว่า เพ็กทินในมะเขือพวงเป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้มะเขือพวงมีคุณสมบัติลดน้ำตาล ลดคอเลสเตอรอล ลดความดันโลหิต และช่วยความสมดุลของระบบขับถ่ายดังที่ใช้กันในหลายประเทศ

มะเขือพวงมีประโยชน์ต่อสุขภาพ



มะเขือพวงมีประโยชน์ต่อสุขภาพ

มะเขือพวงเป็นพืชที่ช่วยเสริมสุขภาพ โดยมีสรรพคุณตามตำราแพทย์แผนไทยคือ ช่วยเจริญอาหาร ย่อยอาหาร ช่วยระบบขับถ่าย บำรุงธาตุ ขับเสมหะ แก้ไอ ช่วยให้โลหิตหมุนเวียนดี แก้ฟกช้ำ ไอเป็นเลือด ฝีบวมมีหนองช
ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ได้แสดงคุณสมบัติที่เด่นชัดของมะเขือพวง ในการเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันของลำไส้เพื่อตอบสนองต่อสารพิษที่เข้ามายังระบบทางเดินอาหาร มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระช่วยป้องกันความเสื่อมและแก่ก่อนวัย มีฤทธิ์ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในโรคเบาหวาน อีกทั้งยังมีสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายหลายชนิด
ต้น ใบ และผล เป็นยาเย็นรสจืด ทำให้โลหิตหมุนเวียนดี แก้ปวด ฟกช้ำ ตรากตรำทำงานหนัก กล้ามเนื้อบริเวณเอวฟกช้ำ ไอเป็นเลือด ปวดกระเพาะ ฝีบวมมีหนอง อาการบวมอักเสบ ขับเสมหะ
ต้น อินเดียใช้น้ำสกัดจากต้นมะเขือพวงแก้พิษแมลงกัดต่อย
ใบสด น้ำคั้นใบสดใช้ลดไข้ ในแคเมอรูนใช้ใบห้ามเลือด ใช้เป็นยาระงับประสาท พอกให้ฝีหนองแตกเร็วขึ้น แก้ปวด ทำให้ฝียุบ แก้ชัก ไอหืด ปวดข้อ โรคผิวหนัง ขับปัสสาวะ ขับเหงื่อ และแก้ซิฟิลิส
ผล ผลของมะเขือพวงมีรสขื่น เฝื่อน อมเปรี้ยวเล็กน้อย หลายประเทศนำผลมาต้มน้ำกรองน้ำดื่ม มีสรรพคุณในการขับเสมหะ ช่วยระบบย่อยอาหาร รักษาอาการเบาหวาน
ประเทศจีนใช้ต้มน้ำดื่มแก้ไอและบำรุงเลือด ทำให้ภูมิคุ้มกันแข็งแรง  ผลแห้งย่างกินแกล้มอาหารบำรุงสายตาและรักษาอาการติดเชื้อแบคทีเรีย
อินเดียกินผลเพื่อบำรุงตับ ช่วยบรรเทาโรคแผลในกระเพาะอาหาร ขับปัสสาวะ ช่วยย่อย และช่วยให้ผ่อนคลายง่วงนอน บำรุงตับ 
อินเดียทางตอนใต้ใช้ผลอ่อนบำรุงกำลังให้ร่างกาย ผลแห้งหุงน้ำมันเล็กน้อย บดเป็นผงกินครั้งละ ๑ ช้อนชาลดอาการไอและเสมหะ
แคเมอรูนใช้ผลมะเขือพวงรักษาโรคความดันโลหิตสูง
เมล็ด มาเลเซียนำเมล็ดไปเผาให้เกิดควัน สูดเอาควันรมแก้ปวดฟัน
ราก มาเลเซียใช้รากสดตำพอกรอยแตกที่เท้า หรือโรคตาปลา อินเดียนำน้ำมะขามแช่รากมะเขือพวงต้มดื่มลดพิษในร่างกาย
โดยทั่วไปที่อินเดียใช้มะเขือพวงกำจัดพยาธิในระบบทางเดินอาหารและรักษาแผลกระเพาะอาหาร แต่หมอเท้าเปล่าของประเทศอินเดียใช้มะเขือพวงอยู่เสมอเป็นอาหารเสริมเพื่อควบคุมความดันโลหิต คุมโรคเบาหวาน แก้ไขความผิดปกติของระบบไต ตับ และช่วยกระตุ้นการผลิตน้ำดีเพิ่มในตับ คุณค่าเหล่านี้เหมาะกับผู้สูงอายุหรือบุคคลที่มีอายุมากกว่า ๔๐ ปีขึ้นไป

วันพฤหัสบดีที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2556

สมุนไพรไทยแก้โรคภูมิแพ้และหอบหืดได้ผลดีนัก(สูตร1)


สมุนไพรไทยแก้โรคภูมิแพ้และหอบหืดได้ผลดีนัก(สูตร1)

ช่วงอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย จึงทำให้ร่างกายปรับตัวไม่ทัน เพราะในวันหนึ่งๆ มีทั้งอากาศหนาว,ร้อน,ฝนตก
ทำให้เป็นภูมิแพ้ บางท่านเป็นหนักก็จะมีอาการหอบหืด
ดิฉันมีสูตรยาสมุนไพรมาฝาก (ได้ลองกับตัวเองแล้ว)
ได้ผลดีมากๆ เพราะเวลาเป็นทรมานมากๆ จะหายใจลำบาก เวลานอนก็นอนไม่ได้เพราะหายใจไม่สะดวก
สมุนไพรที่ใช้มีดังนี้
1. หอมแดง 1 หัว (ขนาดเท่าหัวแม่มือผู้ป่วย)
2. กระเทียม (ขนาดเท่าหัวแม่มือผู้ป่วย)
3. ขิง เหมือนกับข้อ1-2
4. มะนาว 3-4 ลูก
5. น้ำผึ้ง 2-3 ช้อนโต๊ะ
หอมแดง, กระเทียม, ขิง ที่เอาเปลือกออกแล้ว โขลกรวมกัน
(ถ้ามีเครื่องปั่นก็ใช้วิธีปั่น)ให้ละเอียด
มะนาวบีบเอาน้ำ นำมาผสมรวมกันกับหอมแดง กระเทียม ขิง และน้ำผึ้ง
ป.ล. ควรทำทีละมากๆหน่อย กะปริมาณเพราะสูตรข้างบนนี้เฉพาะดื่มครั้งเดียว ถ้าทำมากเก็บแช่ตู้เย็นไว้ดื่มทุกวันดื่มเวลาไหนก็ได้วันละกี่ครั้งก็ได้ เพราะสมุนไพรมีแต่ประโยชน์ไม่มีโทษ
ตอนแรกดิฉันดื่มได้ประมาณ 1 เดือน อาการดีขึ้นมาก จากที่ต้องกินยา พ่นยา เดี๋ยวนี้ไม่ต้องใช้ยาแล้ว
ถึงจะหายถ้านึกได้ก็จะดื่มเสมอๆ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
http://ict.in.th/21371

@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@

วิธีรักษาโรคหอบหืดด้วยสมุนไพร (สูตร2)
ช่วยบอกต่อด้วยนะครับสำคัญมาก เมื่อก่อนลูกชายผมเป็นหอบ ทรมาณมาก ก็ได้วิธีรักษามาจากคุณแม่(แม่ยุพิน ใจทัน) ตอนนี้ลูกชายผมหายขาดแล้ว
วิธีรักษา
1.ใบกระเพราแดง
2.น้ำผึ้งแท้
3.เกลือ
4.เหล้าขาว
วิธีใช้
นำใบกระเพราะแดงผสมกับน้ำผึ้งใส่ในครกตำให้เข้ากันแล้วเอาเกลือใส่(นิดเดียว)กับเหล้าขาวนิดหน่อยตำให้เข้ากัน
คั้นเอาน้ำไปให้คนที่เป็นหอบหืดกิน กินทุกวันไม่นานก็หายครับ
ลองดูนะ
ถ้าหายแล้วก็ขอบคุณด้วยนะครับ
ก็ขอยกความดีนี้ให้แม่ยุพิน ใจทันด้วยครับ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
http://khum.co/board-story/t68069

สูตรรักษาโรคริดสีดวงทวาร...แนวชีวจิต


สูตรรักษาโรคริดสีดวงทวาร...แนวชีวจิต

กับสาเหตุหลักการเกิดโรคริดสีดวง



แม้โรคริดสีดวงทวารหนักจะน่ารำคาญ แต่ก็ไม่ใช่โรคร้ายแรง และอาการมักจะดีขึ้นเอง หากดูแลรักษาตนเองอย่างถูกต้อง ซึ่งโรคนี้เกิดขึ้นได้จากสาเหตุหลายประการ แต่ที่พบบ่อยที่สุดเกิดจากพฤติกรรมการกิน การขับถ่าย และการใช้ชีวิตประจำวันผิดๆ

อาจารย์สาทิส อินทรกำแหง ให้คำแนะนำแก่ผู้ที่มีปัญหาโรคริดสีดวงทวารไว้ดังนี้

-ปรับอาหารด้วยสูตรชีวจิต (ข้าวกล้อง50 เปอร์เซ็นต์ ผัก 25 เปอร์เซ็นต์ โปรตีนจากพืช 15 เปอร์เซ็นต์ เบ็ดเตล็ด 10 เปอร์เซ็นต์) และกินสับปะรดอย่างน้อย 1 เสี้ยวถึงครึ่งผลทุกวัน รวมถึงคั้นน้ำสับปะรดดื่มวันละแก้ว (อย่าใช้น้ำสับปะรดกระป๋อง) ทั้งกินทั้งดื่มประมาณ 1 อาทิตย์ สับปะรดจะช่วยในการย่อยอาหาร และช่วยให้การขับถ่ายสะดวกดีขึ้น

-น้ำส้มสายชูแอ๊ปเปิ้ลไซเดอร์ 2 ช้อนโต๊ะ ผสมน้ำผึ้ง 2 ช้อนโต๊ะ เติมน้ำสุกเล็กน้อย (4 ช้อนโต๊ะ) แล้วจิบตลอดวัน ช่วยแก้อาการคันและแสบของริดสีดวงได้

-ทำดีท็อกซ์ตอนเช้า ควรใช้น้ำมันหล่อลื่นหรือครีมแก้ริดสีดวงทาที่ปลายสายยางสำหรับทำดีท็อกซ์จนเยิ้ม อย่าให้ปลายสายฝืดเป็นอันขาด ต้องหล่อลื่นให้มากๆ

-อย่ากินเค็ม กินเค็มทำให้อ้วน และทำให้น้ำอยู่ในตัวมาก น้ำมากทำให้เส้นเลือดพอง ริดสีดวงก็เลยพองโตตามไปด้ว

-สร้างสุขนิสัยที่ดีในการขับถ่าย ได้แก่ ควรถ่ายให้เป็นเวลา ไม่นั่งถ่ายหรือเบ่งอยู่นานๆ และเมื่อปวดก็อย่าอั้นไว้ ควรถ่ายทันที เพื่อป้องกันการเกิดริดสีดว

-หลังอุจจาระควรใช้น้ำล้าง และหลีกเลี่ยงการใช้กระดาษเช็ด

-ควรหลีกเลี่ยงการยกของหนัก เช่น โซฟาหรือตู้ เพราะจะก่อให้เกิดแรงกดที่ก้น ทำให้คนที่เป็นริดสีดวงอยู่แล้วอาการกำเริบได้เช่นกัน

ขอขอบคุณข้อมูลจาก ชีวจิต

@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@

สาเหตุหลักการเกิดโรคริดสีดวง

โรคริดสีดวงคือโรคที่เกิดจากโป่งพองของหลอดเลือดบริเวณรูทรวารหนัก ซึ่งสาเหตุที่ทำให้หลอดเลือดเกิดการโป่งพองนั้นอาจเกิดได้จาก การเบ่งอุจจาระ, ท้องผูก, ท้องเสีย, อาหารที่รับประทาน, อายุ, การเช็ดที่อาจรุนแรงเกินไป, โรคทางลำไส้บางชนิด, หรือ ความดันโลหิตสูง ปัจจัยเหล่านี้อาจทำให้เกิดโรคริดสีดวงทวารขึ้นได้
การเบ่งอุจจาระ : การเบ่งอุจจาระทำให้เกิดการเกร็งตัวของหลอดเลือด บริเวณรูทวาร ซึ่งในระยะยาวการเบ่งอุจจาระจำทำให้หลอดเลือดบริเวณทวารหนักค่อยๆเสื่อมลงและเกิดลักษณะปูดนูนขึ้น

ท้องผูก : อาการท้องผูกเป็นสาเหตุหลักอีกอย่างหนึ่งที่ทำให้เกิดโรคริดสีดวง เพราะโดยธรรมชาติของคนเรา เมื่อมีอาการท้องผูก ก็จะต้องเบ่งเพื่อขับถ่ายอุจจาระ ดังนั้นหากคุณเกิดอาการท้องผูกให้ลองใช้เทคนิคต่อไปนี้
หายใจเข้าลึกๆ : การหายใจเข้าลึกๆจะสามารถช่วยให้เกิดการเคลื่อไหวในบริเวณลำไส้ ซึ่งช่วยในการขับถ่าย
อย่าการกลั้นหายใจ : คนท้องผูกส่วนมากมักจะกลั้นหายใจโดยอาจไม่รู้ตัวซึ่งส่งผลทำให้เกิดความดันโลหิตสูงขึ้นในหลอดเลือดบริเวณทวารหนัก และทำให้เกิดเป็นโรคริดสีดวงได้ง่ายขึ้น
อย่านั่งส้วมนานเกิด 5 นาที : ถ้าคุณไม่สามารถ่ายได้ภายใน 5 นาที ก็อย่าพยายามฝืนมัน ให้ลองออกจากห้องน้ำไปทำอะไรเสียก่อน และค่อยกลับมาลองใหม่

ท้องเสีย : สาเหตุที่ทำให้ท้องเสียมีหลายสาเหตุ เช่น การทานอาหารที่มีรสจัดเกินไป, การติดเชื้อ, แพ้นมวัว แต่ไม่ว่าคุณจะท้องเสียด้วยสาเหตุใด เมื่อคุณขับถ่ายบ่อยครั้ง หูรูดบริเวณทวารหนักต้องทำงานมากขึ้น และหากคุณท้องเสียบ่อยครั้ง คุณก็มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคริดสีดวงได้มากขึ้น


ทานอาหารที่ไม่มีกากใย : อาหารที่คุณรับประทานเป็นประจำมีผลต่อโอกาสการเกิดของโรคริดสีดวง อาหารที่มีการใยสูง เช่น ผักและผลไม้ สามารถช่วยทำให้ระบบขับถ่ายทำงานได้ดีขึ้นและลดความเสี่ยงในการเกิดโรค หรือการทานเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนหรือแอลกอฮอล์เป็นประจำสามารถเป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคริดสีดวงทางอ้อมได้ เนื่องจากเครื่องดืมที่มีคาเฟอีนและแอลกอฮอล์จะไปดึงน้ำออกจากร่างกาย เมื่อร่างกายขาดน้ำ จะทำให้เกิดการท้องผูกและเกิดโรคริดสีดวงได้ง่ายขึ้น

การทำความสะอาด : การเช็ดที่รุนแรงหรือถี่เกินไปบริเวณทวารหนัก จะทำให้เกิดการเสียดสี ร่างกายจะตอบสนองด้วยการพยายามสร้างเกราะป้องกันสิ่งที่มากระทบกระทั่งมัน จึงทำให้คุณมีโอกาสเป็นริดสีดวงได้มากขึ้น



อายุที่มากขึ้น : ดังที่ได้กล่าวไปแล้วข้างต้น โรคริดสีดวงเป็นโรคที่เกิดจากความเสื่อม ของหลอดเลือดบริเวณทวารหนัก เมื่อคนเรามีอายุมากขึ้น เนื้อเยื่อและกระดูกของเราจะค่อยๆเสื่อมลง ลำไส้อาจทำได้ไม่ดีและทำให้มีโอกาสทำให้ท้องผูกและเกิดโรคริดสีดวงได้มากขึ้น

ขอขอบคุณข้อมูลจาก http://sukapapdeedee.com/disease/intestine-disease/hemroids/1.html

เหยียบกะลา ธรรมชาติบำบัด รักษาได้ทุกโรค

การเหยียบกะลา เป็นศาสตร์หนึ่งที่ใช้ธรรมชาติบำบัด และรักษาโรคได้หลายโรค บางคนมองข้ามไปคิดว่าจะต้องไปนวดสปา นวดจับเส้น หรือว่าได้รับอาหารดี ๆ หรือจะเป็นอาหารเสริมต่าง ๆ สิ่งเหล่านั้นก็ถือว่าดีเหมือนกัน แต่ในความเป็นจริงแล้วเราจะทำได้ไหมที่จะต้องไปนวดสปา ซึ่งราคาค่อนข้างแพง หรืออาจจะไม่มีเวลาไปนวดจับเส้น หรือบางคนอาจจะไม่มีเงินพอที่จะซื้ออาหารเสริมราคาแพง ๆ มาบำรุงร่างกาย แต่การเหยียบกะลานั้น สามารถทำได้ทุก ๆ วัน เพียงแค่ใช้เวลากับมันสักเล็กน้อย เราก็จะได้สุขภาพเ้ท้า สุขภาพกายที่ดีกลับคืนมาโดยที่ไม่จำเป็นต้องเสียเงินทองเลย

การเหยียบกะลา สามารถฟื้นฟูผู้ป่วยเบาหวาน และโรคความดันโลหิตสูงได้ ซึ่งมีรายงานจากโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลตากูก จังหวัดสุรินทร์ จากผู้ป่วยที่เคยทำแผลที่เท้า หลังจากที่ใช้ให้ผู้ป่วยเหยียบกะลา ก็จะทำให้ผู้ป่วยรู้สึกดีขึ้น ลดการทำแผลได้มาก 75 % และลดอาการชาไปเรื่อย ๆ 25 %
กะลาที่ใช้ควรเลือกกะลาที่มีก้นแหลมพอสมควรเพื่อเท้าเราจะได้สัมผัสกับส่วนที่แหลม ทำให้ช่วยผ่อนคลายจุดต่าง ๆ บริเวณอุ้งเท้ากะลาควรเลือกสถานที่ในการวางให้เหมาะสม กะลาควรวางในที่ที่แน่น ไม่คลอนแคลน ควรวางบนพื้นดินทราย หรือเย็บติดกับพื้นพรม ไม่ควรวางบนพื้นปูน หรือพื้นที่แข็ง เพราะจะทำให้ลื่นได้ง่ายอาจทำให้เกิดอันตรายในการเหยียบได้สำหรับการขึ้นไปเหยียบกะลานั้น ควรหาอุปกรณ์ในการยึดจับให้มั่น เพื่อจะได้ไม่เป็นอันตรายในระหว่างการเหยียบกะลา อาจจะเป็นราวไม้ หรือว่าวางกะลาไว้ใกล้ ๆ โต๊ะ ใกล้ ๆ ผนังกำแพงบ้านไว้สำหรับจับ เพื่อป้องกันการล้มได้การเหยียบกะลา หากผู้ที่ยังยืนไม่แข็งแรง ก็ควรใช้เก้าอี้ในการนั่งก่อน แล้วค่อย ๆ พัฒนาในการยืนต่อไป

การเหยียบกะลานั้น ก็ขึ้นไปยืนลักษณะผ่อนคลาย ไม่เกร็ง ยืนแบบสบาย ๆ ค่อย ๆ ย่ำเท้าให้จุดสัมผัสบริเวณอุ้งเท้าเปลี่ยนจุดสัมผัสไปเรื่อย ๆ การเหยียบกะลานั้น ควรทำอย่างสม่ำเสมอ ทำทุกวันตอนเช้าหรือตอนเย็นก็สุดแล้วแต่จะมีเวลา แต่ที่สำคัญก็ต้องทำเป็นประจำ 2 - 5 นาทีการดูแลสุขภาพของเรานั้น ไม่จำเป็นที่จะต้องลงทุนมากมายอะไร เพียงแต่นำเอาวัสดุใกล้ตัว วัสดุธรรมชาติมาใช้ในการบำบัดรักษา

การเหยียบกะลา กับโรค เบาหวาน ความดันโลหิตสูง หากเราดูแลร่างกาย ดูแลสุขภาพของเราอย่างสม่ำเสมอ โรคเหล่านั้นก็จะค่อย ๆ ทุเลา หรืออาจหายไปเลยก็ได้หากเราทำอย่างสม่ำเสมอ ส่วนที่เหลือจากกะลามะพร้าว ก็นำไปปลูกต้นไม้ได้ ไม่เสียประโยชน์

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
http://thaitopfood.blogspot.jp/2012/11/blog-post_1.html

สาระวันวัน: เหยียบกะลา ธรรมชาติบำบัด รักษาได้ทุกโรคการเหยียบก...

สาระวันวัน:
เหยียบกะลา ธรรมชาติบำบัด รักษาได้ทุกโรคการเหยียบก...
: เหยียบกะลา ธรรมชาติบำบัด รักษาได้ทุกโรค การเหยียบกะลา เป็นศาสตร์หนึ่งที่ใช้ธรรมช าติบำบัด และรักษาโรคได้หลายโรค บางคนมองข้ามไปคิดว่าจะต้...

ผักผลไม้ต้านมะเร็ง

ผักผลไม้ต้านมะเร็ง
สูตร ผักผลไม้ต้านมะเร็ง
เป็นสูตรน้ำผักต้านมะเร็ง ลองทำทานกันดูนะคะ
บทความคัดลอกมานะคะ.
น้ำผักผลไม้สูตรนี้ ช่วยให้ร่างกายแข็งแรง มีผิวพรรณสดใส
ลองนำไปปั่นทานกันดู..น่าจะดีต่อสุขภาพไม่มากก็น้อย
ส่วนประกอบก็ราคาไม่แพงมากด้วย
สูตรมีดังนี้
1. แอปเปิ้ล 1 ผล
2. แครอท 1 ลูก
3. ผักสลัด (ผักกาดแก้ว) 3 ใบ
4. ตั้งโอ๋ 2 ก้าน
5. มะนาว 1 ลูก
6. น้ำเสาวรส 1/2 แก้ว (ถ้าไม่มีสดให้ซื้อน้ำเสาวรสกระป๋องก็ได้ค่ะ)
7. น้ำผึ้งแท้ 1/2 แก้ว
8. น้ำเปล่า 1-2 แก้ว แล้วแต่ความชอบ
9. ฝรั่ง 1 ผล
10. มะเขือเทศสีดา (ลูกเล็กๆ) 5 ลูก
11. น้ำตาลทรายแดง 3 ช้อนโต๊ะ
นำทุกอย่างมาปั่นรวมกัน
สูตรนี้จะทำได้ประมาณ 1 ลิตร ในกรณีที่เป็นคนป่วย
ให้รับประทานวันละ 1 ลิตร แต่ถ้าดื่มเพื่อสุขภาพเฉยๆ
สามารถเก็บไว้ในตู้เย็นได้ประมาณ 2-3 วัน
ขอบคุณข้อมูลจาก http://www.jatuka.com/ความรู้ทั่วไป/สูตรน้ำผักต้านมะเร็ง/

วันอังคารที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2556

มะเร็ง…ป้องกันได้ด้วยอาหาร


คนส่วนใหญ่กลัวมะเร็ง  เพราะแต่ละปีมีผู้เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งชนิดต่างๆ  เป็นจำนวนมาก  ดังนั้น  นิกวิชาการจึงทำการศึกษาและพบว่าอาหารจากธรรมชาติสามารถช่วยป้องกันมะเร็งได้
วิตามินซี  จากการพบว่าผู้ป่วยมะเร็งมีวิตามินซีในเส้นเลือดน้อยเกินไปทั้งนี้  วิตามินซีช่วยป้องกันการทำลายหัวใจอันเนื่องจากยารักษามะเร็ง (เช่น Doxorubicim) และเป็นที่ต้องสงสัยว่าผลข้างเคียงจากการทำคีโมและการฉายแสงทำให้ปริมาณวิตามินซีลดลง
อาหารที่มีวิตามินซี  ควรกินผักและผลไม้เป็นประจำสม่ำเสมอ  เช่น  ฝรั่ง  ส้ม  สตรอเบอร์รี่  กีวี  พริกหวาน  บร๊อกโคลี่  และกะหล่ำ
ข้อควรระวัง  วิตามินซีอัดเม็ดส่วนมากมีความเข้มจ้นเกินไป  ควรกินไม่เกินวันละ 100 กรัม
ผลข้างเคียง  ผู้ที่สูบบุรี่จัดไม่ควรกินวิตามินซีมากเกินไป  เพราะจากการศึกษาพบว่าจะเพิ่มความเสี่ยงกับโรคปอดกับมะเร็งปอด  และมีผลในการลดประสิทธิภาพของยาบางชนิดหรืออาจเร่งปฏิกิริยาของยาให้แรงขึ้น  ดังนั้น  จึงควรสอบถามแพทย์เมื่อต้องกินยารักษาโรค
วิตามินอี  ช่วยป้องกันเชลล์จากปัจจัยเสี่ยงของโรคมะเร็ง (เช่น  รังสียูวี  สารเคมี)  โดยเฉพาะผู้ป่วนที่เป็นโรคมะเร็งกระเพราะและลำไส้  รวมทั้งมะเร็งเม็ดเลือดขาวผู้ป่วยกลุ่มนี้มีวิตามินอีในเลือดน้อยเกินไป  อาหารที่มีวิตามินอี  เช่น  เมล็ดพืชน้ำมันข้าวสาลี  น้ำมันดอกทานตะวัน ฯลฯ
ข้อควรระวัง  ผู้ที่สูบบุรี่ไม่ควรกินวิตามินอีมาก  เพราะจะช่วยเพิ่มความเสี่ยงกับโรคมะเร็งปอดเช่นเดียวกับวิตามินซี
เบต้าแคโลทีน  ช่วยในการเจริญเติบโตของเซลล์และช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันแข็งแรง  อาหารที่มีเบต้าแคโรทีน  เช่น  ถั่วสีเขียว  แครอต  บล็อกโคลี่  มะเขือเทศและฟักทอง
ผลข้างเคียง  ผู้ที่สูบบุรี่ไม่ควรกินเบต้าแคโรทีนขนิดอัดเม็ดสำเร็จรูปมากกว่า 20 มิลิกรัมต่อวัน  เพราะมัรจะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคมะเร็ง
ซีลีเนียม  แร่ธาตุตัวนี้ช่วยปกป้องเซลล์  ในผู้ป่วยมะเร็งต่อมลูกหมากมักพบว่ามีซีเนียมในเลือดน้อย  อาหารที่มีซีล๊เนียม  เช่น  เนื้อสัตว์  ไข่  เมล็ด  ข้าวสาลี  และหน่อไม้ฝรั่ง
ผลค้างเคียง  สัญญาณที่เตือนว่ากินซีลีเนียมากไปก็คือลิ้นจะรู้สึกรับรสของโลหะ
สังกะสี  นอกจากธาตุเหล็กแล้วสังกะสีก็เป็นแร่ธาตุจำเป็นอีกตัวหนึ่งในอวัยวะของเรา  จาการศึกษาพบว่าสังกะสีต่ำก็คือ  ติดเชื้อบ่อย  บาดแผลอักเสบรักษายาก  ท้องร่วง  ผมร่วง  เบื่ออาหาร  ซึมเศร้า  อาหารที่มีสังกะสี  เช่น  เนื้อสัตว์นม  และผลิตภัณฑ์จากนม
ผลข้างเคียง  สังกะสีจะขัดขวางการดูดซึมซีวีเนียม  จึงควรที่จะทิ้งระยะการกินให้ห่างกัน  เช่น  เช้าหรือเย็น  ไม่ควรกินสังกะสีพร้อมกับธาตุเหล็ก  และไม่ควรดื่มกาปฟหรือชาดำพร้อมกับทองแดงและแคลเซียม
 ขอขอบคุณ : นิตยสาร Lisa

ดอกคำฝอย ทำได้มากกว่าลดน้ำหนัก


สรรพคุณที่ทำให้ดอกคำฝอยได้แจ้งเกิดในใจชองแฟนๆ มาจากความสามารถในการลดน้ำหนักลดไขมันในเส้นเลือด  แต่ที่จริงแล้วมันยังมีประโยชน์ที่มากกว่านั้น
สลายลิ่มเลือด
คนที่ชอบกินของหวานจะมีน้ำตาลในเลือดสูง  จากนั้นเลือดจะเหนียวข้นจับตัวกลายเป็นลิ่มเลือด  ทำให้ระบบการหมุนเวียนโลหิตไม่ดี  แต่คำฝอยมีสรรพคุณช่วยย่อยสลายลิ่มเลือดให้เล็กลงได้และป้องกันไม่ให้เลือดเกาะตัวกลายเป็นลิ่มเลือดข้นมาใหม่
หัวใจแข็งแรง
เมื่อตัวยาจากดอกคำฝอยสลายลิ่มเลือดไปแล้ว  ร่างกายก็จะมีเลือดไปเลี้ยงที่หัวใจมากขึ้น  ทำให้หัวใจแข็งแรง  และยังลดไขมันอุดตันที่เกาะอยู่ตามหลอดเลือดหัวใจไปในตัว
รักษาแผลกดทับตำราแพทย์โบราณบอกไว้ว่าให้ต้มดอกคำฝอย  500 กรัม  ในน้ำ 7 ลิตรต้มด้วยไฟปลานกลางประมาณ 2 ชั่วโมงจนดอกคำฝอยเป็นสีขาว  ตักกากออกให้เหลือแต่น้ำ  แล้วเคี้ยวด้วยไฟอ่อนๆ  ต่อไปจนน้ำยาเหนียวเป็นกาว  จากนั้นก็เอายาลงบนผ้า  เอาไปปิดที่แผลกดทับ  ทำติดต่อกันประมาณ  1 อาทิตย์  แผลกดทับก็จะหายเอง
ลดโคเลสเตอรอล
คุณสมบัติอันโด่งดังของดอกคำฝอยคือการลดโคเลสเตอรอลนี่เอง  แต่ถึงจะดื่มน้ำดอกคำฝอยแล้วก็ควรจะลดอาหารที่มีไขมันสูงควบคู่ไปด้วย  ถึงจะลดความอ้วนได้ผล
**** หมายเหตุ  ถึงแม้ดอกคำฝอยจะมีดีหลายอย่าง  แต่ถ้าดื่มเอาเป็นเอาตายก็อาจจะกลายเป็นโทษได้เหมือนกัน  เพราะดอกคำฝอยมีคุณสมบัติสลายลิ่มเลือด  ถ้าดื่มมากๆ  จะทำให้โลหิตจาง  เลือดน้อย  แถมยังเหนื่อยง่าย  อ่อนเพลีย  ใจหวิว  มึนศีรษะ  กลายเป็นผู้หญิงขี้โรคไม่รู้ตัว!!!
 ขอขอบคุณ  ที่  นิตยาสาร Spicy

อันตรายจากน้ำมะนาวเทียม


ใครที่ชอบทานส้มตำคงคุ้นตาดีกับภาพแส่ค้าขายส้มตำปรุงรสด้วยน้ำมะนาวสีเขียวใสๆ  ที่บรรจุอยู่ในขวดแก้ว (อันที่จริงก็ไม่ถึงกับทุกร้านหรอกนะครับ)  น้ำมะนาวที่เห็นนั้นเรียกว่าน้ำมะนาวเทียมหรือเกร็ดมะนาว  ให้มีรสเปรี้ยวแหลม  ราคาถูก  อีกทั้งยังมีสีสันคล้ายคลึงกันกับน้ำมะนาวจริงเกือบทุกประการ
สิ่งที่ต้องระวังสำหรับผู้ที่ทานน้ำมะนาวเทียมเป็นประจำก็คือ  เครื่องปรุงรสดังกล่าวผลิตมาจากกรด “ซิตริก”  ซึ่งถูกใช้ในโรงงานอุตสาหกรรม  มีความบริสุทธิ์น้อยและมีสารปนเปื้อน  ที่สำคัญต่อ สามารถย่อยสลายสิ่งต่างๆได้  ไม่เว้นแม้แต่อวัยวะภายในระบบทางเดินอาหารของผู้บริโภค  ผู้ที่ชื่นชอบอาหารรสแซบทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นต้มยำ  ส้มตา  หรือแม้แต่น้ำหวานหรือไอศกรีมรสมะนาวต้องคอยสังเกตวัตถุดิบที่พ่อค้า – แม่ค้าใช้ดูให้ดี
นี่เป็นเพียงแค่ตัวอย่างส่วนหนึ่งของอาหารที่มีสารปนเปื้อน  ในความเป็นจริงแล้ว  อาหารต่างๆ  ที่ผ่านกระบวนการทางอุตสาหกรรม  และมุ่งหวังผลประโยชน์การค้อเป็นสำคัญ  ล้วนมีสารพิษชนิดใดชนิดหนึ่งที่เจือปนอยู่ทั้งนั้น  นับเป็นเรื่องที่อันตรายเป็นอย่างยิ่งของมนุษย์ยุคปัจจุบันที่ไม่อาจสืบทราบที่มา  ตลอดจนเส้นทางการเดินทางของอาหารที่ตนทานได้
หนทางป้องก้นจึงควรที่จะหลรกเลี่ยงการบริโภคอาหารที่มีสารปนเปื้อน  หรือใช้วิธีการบริโภคอาหารที่มีสารพิษปนเปื้อน  หรือใช้วิธีการรับประทานอาหารเหล่านี้หมุนเนียนสับเปลี่ยนทานอาหารให้ได้หลากหลายประเภทโดยไม่ซ้ำหน้ากันก็จะช่วยลดความเสี่ยงสะสมในการรับและสะสมสารพิษภายในร่างกายลงได้
ส่วนการรณรงค์ให้ผู้ประกอบการ  ลด  ละ  เลิก  การใช้สารเคมีนั้น  เป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลายาวนานครับ
ที่มา : นิตยาสาร BE Well

วันศุกร์ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

สาเหตุปากเหม็นเรื้อรัง

- มีเศษอาหารตกค้างอยู่ตามซอกฟัน ร่องเหงือก บนและโคนลิ้น รวมถึงต่อมทอนซิน
- โรคอักเสบเรื้อรังของช่องปาก เช่น โรคเหงือกอักเสบเรื้อรัง
- โรคอักเสบเรื้อรังของโพรงจมูกหรือไซนัส
- โรคต่อมทอนซินอักเสบเรื้อรัง
- โรคกรดไหลย้อน
- โรคมะเร็งในช่องปาก จมูก ไซนัส หรือลำคอ
- ช่องปากแห้งจากการกินยาบางชนิด เช่น ยาลดน้ำมูก หรือยาแก้โรคภูมิแพ้
- สูบบุหรี่ หรือดื่มสุราเรื้อรัง
- ใส่ฟันปลอมและรักษาดูแลความสะอาดไม่ดี
- โรคตับเรื้อรัง และโรคไตเรื้อรัง
ฉะนั้นการกำจัดกลิ่นปากเรื้อรัง นอกจากรักษาโรคที่เป็นอยู่แล้ว จำเป็นต้องรักษาความสะอาดช่องปากให้ดี ด้วยวิธีใช้ไหมขัดฟัน การใช้น้ำยาบ้วนปาก ร่วมกับการแปรงฟัน  แต่ถ้าจะแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ ควรดูแลสุขภาพให้แข็งแรงสมบูรณ์อยู่เสมอ เมื่อปลอดจากโรค ก็ปลอดจากกลิ่นปากค่ะ

5 สุดยอดอาหารดีท็อกซ์

1 กระเทียม ช่วยส่งเสริมระบบภูมิคุ้มกันและมีคุณสมบัติในการขับพิษ ยับยั้งพิษ และสลายพิษอยู่ครบถ้วนทั้งสามคุณสมบัติ อาจจะเป็นอาหารที่มีกลิ่นเพราะมีกำมะถันเป็นส่วนประกอบ ซึ่งกำมะถันจะจับโลหะหนักที่เป็นพิษและถูกกำจัดออกทางอุจจาระ

2 มะนาว เป็นแหล่งอาหารวิตามินซีสูง ช่วยขับสารพิษออกจากร่างกายและเผาผลาญไขมัน การดื่มน้ำมะนาว (แบบไม่ใส่น้ำตาล) ทุกเช้าจะช่วยกระตุ้นกระบวนการเผาผลาญในร่างกาย รวมถึงสารแอนตี้ออกซิแดนท์ที่เรียกว่า ไบโอฟลาโวนอยด์อยู่สูง จึงช่วยการทำงานของตับได้อย่างมีประสิทธิภาพ และช่วยในการล้างสารพิษ 

3 ขิง นอกจากจะเพิ่มรสชาติเผ็ดร้อนให้อาหารแล้วยังช่วยขับของเสียออกจากผิวหนังได้อีกด้วย ด้วยการนำขิงบดละเอียดพร้อมกับเกลืออาบน้ำลงในอ่างอาบน้ำร้อน หลังจากนั้นลงไปแช่ตัวให้นานเท่าที่ทำได้ เท่านี้จะเป็นการขับของเสียออกจากร่างกายได้อีกหนึ่งทาง 

4 บีทรูท ไฟเบอร์จากบีทรูทจะเพิ่มการผลิตเอ็มไซม์ต่อต้านอนุมูลอิสระในตับซึ่งจะช่วยตับและถุงน้ำดีกำจัดสารพิษอื่นๆ ออกจากร่างกาย แถมยังมีสารเบทาไซอานิน (betacyanin) ซึ่งเป็นแอนตี้ออกซิแดนท์ที่ช่วยให้ผิวกระจ่างใส แต่ถ้าต้องการให้ได้รับวิตามินครบถ้วน ควรกินดิบ ๆ โดยนำไปขูดฝอยกินเป็นสลัด

5 กะหล่ำปลีแดง ผักกาดขาว กะหล่ำปลี หรือผักกวางตุ้งไต้หวัน (bok choy) เป็นอาหารดีท็อกซ์ชั้นยอด ทำเป็นสลัด หรือนำไปผัด หรือนำไปต้มและผัดเร็ว ๆ ด้วยไฟแรงในน้ำมันมะกอก ช่วยเพิ่มไฟเบอร์และขจัดสารพิษอีกด้วย
เรียบเรียงข้อมูล : Chalida Rita 
อ้างอิงจาก http://www.globalhealingcenter.com

เรื่องใกล้ตัว ท้องผูกเรื้อรังจนเป็นริดสีดวงทวาร

"คุณถ่ายอุจจาระกี่วันครั้งหรือคะ" คำถามที่หมอมักจะถามคนไข้เป็นประจำ
"ทุกวันเลยค่ะ"
 คนไข้บางคนมักจะตอบด้วยสีหน้ารื่นเริง
"นาน ๆ ครั้งค่ะ ล่าสุดก็...(ทำหน้าคิดนาน)..."
 กลุ่มคนไข้ที่ตอบแบบนี้ มักมีสีหน้าไม่รื่นเริงค่ะ
เหมือนโฆษณาโทรทัศน์ ที่สาวสวยจะไปสมัครงาน จะไปพบพ่อแม่แฟน แต่ท้องผูกแล้วทำหน้าอมทุกข์ รู้สึกไม่มั่นใจ พอกินผลิตภัณฑ์ดังกล่าวแล้ว ได้ขับถ่ายก็มีสีหน้ารื่นเริง มั่นใจ
แสดงว่าท้องผูกก็ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของเราพอควร ใช่ไหมคะ
อย่างไร ถึงเรียกว่าท้องผูก
ท้องผูก คือการถ่ายอุจจาระที่ "น้อยกว่า 3 ครั้ง" ต่อสัปดาห์ อุจจาระลักษณะเป็นก้อนแข็ง ออกยาก กว่าจะถ่ายออกมาได้ ต้องใช้ความพยายาม เบ่งกันจนหน้าเขียว อ่านหนังสือจบไปเป็นเล่ม บางคนมีอาการท้องอืดร่วมด้วย
วิธีป้องกันการเกิดอาการท้องผูก ได้แก่ การดื่มน้ำอย่างเพียงพอ อย่างน้อย 8 แก้วต่อวัน หรืออย่างน้อย 2 ลิตรต่อวัน การรับประทานอาหารที่มีกากใย เช่น ผัก ผลไม้ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ไม่กลั้นอุจจาระเวลาที่รู้สึกปวด บางคนต้องเก็บไปปล่อยที่บ้านเท่านั้น กว่าจะถึงบ้าน ฟีลลิ่งที่ว่าก็หายไปแล้ว กว่าฟีลลิ่งจะมาอีกที ก็ท้องผูกไปเรียบร้อย
แล้วเมื่อไหร่ที่ควรใช้ยาระบายล่ะ
หากเกิดอาการท้องผูกบ่อย ๆ คุณสามารถใช้ยาระบายได้ ยาระบายหาซื้อได้ง่ายตามร้านขายยาทั่วไป แต่ควรใช้ด้วยความระมัดระวัง คือเมื่อคุณกลับมาถ่ายอุจจาระได้เป็นปกติ ก็ควรหยุดใช้ยาระบาย คือไม่ควรใช้ต่อเนื่องนั่นเอง หากใช้มากเกินไป ลำไส้ของคุณจะติดยาระบาย หากไม่ได้ใช้ยาระบาย จะถ่ายไม่ได้ ซึ่งไม่ควรนะคะ
หากใช้ยาระบายแล้ว ก็ยังมีอาการท้องผูก ควรจะปรึกษาแพทย์ เนื่องจากอาจมีโรคอื่น ๆ แอบซ่อนอยู่ค่ะ
หากท้องผูกเรื้อรัง เบ่งอุจจาระเป็นประจำบ่อย ๆ อีกโรคหนึ่งที่จะตามมาคือ "โรคริดสีดวงทวาร"ค่ะ
โรคริดสีดวงทวารเกิดจากการที่เส้นเลือดรอบรูก้นหรือลำไส้ส่วนปลายเกิดอาการโป่งพองขึ้น โดยอาจมีอาการปวด ระคายเคือง หรือคันบริเวณที่เป็นได้ อาจมีเลือดออกเวลาอุจจาระ
ริดสีดวงทวารมักเกิดในคนที่ท้องผูกบ่อย คนที่มีน้ำหนักเกิน สตรีตั้งครรภ์ คนที่ยืนนาน ๆ หรือนั่งนาน ๆ การป้องกันไม่ให้เกิดริดสีดวงทวาร ก็คือการป้องกันการเกิดภาวะท้องผูกค่ะ หากเกิดริดสีดวงทวารแล้ว สามารถบรรเทาอาการโดยครีม หรือยาเหน็บได้ ในบางรายที่เป็นมาก ควรปรึกษาแพทย์ อาจต้องรักษาโดยการผ่าตัดค่ะ