แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สาระวันวัน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สาระวันวัน แสดงบทความทั้งหมด
วันจันทร์ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2563
วันอังคารที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2558
สมุนไพรไทยลดความอ้วน ลดไขมัน ตัวช่วยเพื่อหุ่นสวยเป๊ะ
- สมุนไพรลดความอ้วน ลดไขมันให้หุ่นสวยเป๊ะด้วยสมุนไพรใกล้ตัว 12 ชนิดที่คุณประโยชน์เพียบ ใครที่กำลังลดน้ำหนักอยู่ล่ะก็ไม่ควรพลาดเลย
คงไม่มีใครปฏิเสธหรอกว่าการมีรูปร่างที่ดีและแข็งแรงคือสิ่งที่ทุกคนใฝ่ฝัน ทำให้หลายคนพยายามอย่างหนักในการลดน้ำหนักโดยใช้วิธีการต่าง ๆ อย่างเช่น การออกกำลัง การควบคุมอาหาร หรือแม้แต่การกินอาหารเสริมเพื่อช่วยในการลดน้ำหนัก แต่อาหารเสริมก็ใช่ว่าจะปลอดภัยเสมอไป ถ้าเจออาหารเสริมดี ๆ ก็ดีไป แต่ถ้าเจออาหารเสริมที่มีส่วนผสมของสารเคมีที่ไม่ดีต่อร่างกายล่ะก็ แทนที่จะลดความอ้วนได้สมดั่งใจก็กลับจะต้องมาเจอกับโรคแทรกซ้อนหรือผลกระทบต่าง ๆ นานาอีกมากมาย เสียเวลา เสียสุขภาพอีก
ทั้ง ๆ ที่จริงแล้วพวกบรรดาอาหารเสริมทั้งหลายนั้นก็มีส่วนผสมมาจากสมุนไพรใกล้ตัวที่เราสามารถกินมันได้สด ๆ โดยที่ไม่ต้องไปพึ่งสารสกัดที่อยู่ในยาเหล่านั้นเลยแม้แต่น้อย แถมยังปลอดภัยกว่าด้วย แต่ว่ามีสมุนไพรอะไรบ้างล่ะที่ช่วยลดความอ้วนได้ วันนี้กระปุกดอทคอมเลยนำเอาข้อมูลของสมุนไพรที่สามารถช่วยในการลดความอ้วนและไขมันมาฝาก ไปดูกันดีกว่าว่าสมุนไพรชนิดไหนบ้างที่กินแล้วหุ่นสวยเป๊ะ แถมดีต่อสุขภาพอีกด้วย
- 1. มะนาว
ถ้าพูดถึงสมุนไพรที่รสชาติเปรี้ยวจี๊ดจ๊าดที่สามารถลดน้ำหนักได้ ก็คงต้องนึกถึงมะนาวอย่างแน่นอน เพราะตอนนี้มะนาวกลายเป็นพืชสมุนไพรยอดนิยมที่นำมาใช้ในการลดน้ำหนัก แถมสูตรในการลดน้ำหนักด้วยน้ำมะนาวก็ยังมีหลากหลาย
เหตุผลที่น้ำมะนาวสามารถลดความอ้วนอย่างได้ผลก็เป็นเพราะมะนาวมีกรดต่าง ๆ ซึ่งช่วยในการสลายไขมัน นอกจากนี้มะนาวยังมีวิตามินซีสูง เมื่อได้รับเข้าไปในปริมาณที่พอเหมาะก็จะทำให้ไขมันในร่างกายลดลง ระดับไตรกลีเซอไรด์ก็จะเป็นปกติ ไขมันเลวจะลดลงและช่วยให้ไขมันดีเพิ่มขึ้น แถมมะนาวยังมีไฟเบอร์สูง ทำให้รู้สึกอิ่มและลดความอยากอาหารได้ ใครที่กำลังอยากจะลดความอ้วนแล้วชอบรสเปรี้ยวล่ะก็ มะนาวนี่ล่ะไม่ควรพลาด
- 2 . เม็ดแมงลัก
แม้ว่าเม็ดแมงลักจะไม่ได้มีสารอาหารที่ช่วยในการลดความอ้วนโดยตรง แต่เม็ดแมงลักก็สามารถช่วยในการควบคุมอาหารได้ เพราะเม็ดแมงลักเป็นพืชที่ไม่ก่อให้เกิดพลังงาน แถมยังสามารถพองตัวได้ถึง 45 เท่า หากนำมารับประทานก่อนอาหารก็จะช่วยให้รู้สึกอิ่มท้อง และช่วยให้ทานอาหารได้น้อยลง
นอกจากนี้เม็ดแมงลักยังสามารถรับประทานได้ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ ปลอดภัยต่อหญิงตั้งครรภ์และหญิงให้นมบุตรอีกด้วย แต่ถ้าใครที่ไม่ชอบกินเม็ดแมงลักจืด ๆ ล่ะก็ ก็ลองนำไปกับผสมเครื่องดื่มอื่น ๆ ได้ตามใจชอบ แต่ก็ต้องนำไปแช่น้ำให้พองจนเต็มที่ก่อนด้วยล่ะ ไม่งั้นอาจทำให้ท้องอืดและท้องผูกแทน
- 3. ลูกสำรอง
ลูกสำรอง หรือที่มีอีกชื่อหนึ่งว่า "พุงทะลาย" ซึ่งก็มีสรรพคุณในการลดความอ้วนได้เหมือนชื่อเลยล่ะ เพราะลูกสำรองเมื่อนำไปแช่น้ำก็จะเกิดการพองตัวและเมื่อรับประทานเข้าไปก็จะทำให้อิ่มและทานอาหารได้น้อยลง นอกจากนี้ยังช่วยกำจัดไขมันให้ออกมาจากร่างกาย ล้างไขมันที่อยู่ในลำไส้ ด้วยการดูดซับไขมันเอาไว้แล้วขับออกมาในรูปแบบของการขับถ่าย
แต่ก็มีข้อมูลทางเภสัชวิทยาพูดถึงการกินลูกสำรองติดต่อกันเป็นเวลานาน ๆ ก็อาจจะทำให้ร่างกายได้รับสารอาหาร โดยเฉพาะวิตามินและแร่ธาตุบางชนิดลดลงได้ ดังนั้นถ้าคิดจะใช้ลูกสำรองในการช่วยลดน้ำหนักล่ะก็ควรจะรับประทานให้พอเหมาะนะจ๊ะ
- 4. กระเจี๊ยบแดง
กระเจี๊ยบแดงที่เรานำมาทำเป็นน้ำกระเจี๊ยบ เป็นพืชสมุนไพรที่สามารถช่วยลดน้ำหนักได้ดีทีเดียว โดยเฉพาะกลีบเลี้ยงของดอก หรือกลีบที่เหลือที่ติดอยู่กับผล สามารถใช้เป็นยาลดไขมันในเส้นเลือด โดยได้มีการศึกษาวิจัยและทดลองกับกระต่ายที่มีไขมันสูงแล้วพบว่าระดับไตรกลีเซอไรด์ คอเลสเตอรอล และระดับไขมันเลว (LDL) ลดลง และมีปริมาณของไขมันชนิดดี (HDL) เพิ่มมากขึ้น แล้วก็ยังช่วยบรรเทาความรุนแรงของการอุดตันหลอดเลือดแดงใหญ่จากหัวใจให้น้อยลง
ขณะที่ในประเทศอียิปต์ ยังมีการนำกระเจี๊ยบแดงทั้งต้นมาต้มกินเป็นยาลดน้ำหนัก เนื่องจากเป็นยาระบายและยังช่วยฆ่าเชื้อในลำไส้ได้อีกด้วย แต่เราไม่จำเป็นตองไปหาต้นกระเจี๊ยบมาต้มกินก็ได้นะคะ ถ้าอยากลดน้ำหนักด้วยกระเจี๊ยบจริง ๆ ละก็ ก็ลองหาน้้ำกระเจี๊ยบที่ไม่ผสมน้ำตาลมาดื่มก็จะช่วยได้เหมือนกันนะ
- 5. ดอกคำฝอย
ดอกคำฝอย เป็นอีกหนึ่งสมุนไพรที่ดีต่อการลดไขมันในเส้นเลือด ช่วยขับเหงื่อ ซึ่งเหมาะมากหากจะนำมาชงดื่มก่อนนอน เพราะเป็นยาระบายอ่อน ๆ สามารถช่วยในการขับถ่าย ลดหน้าท้อง และช่วยลดน้ำหนัก ๆ ได้อีกด้วย ซึ่งในปัจจุบันเราสามารถหาซื้อดอกคำฝอยสำเร็จรูปมาชงดื่มได้ง่าย
แต่ถ้าใครชอบความสดใหม่มากกว่าก็สามารถหาซื้อดอกคำฝอยที่มีสีแดงจัดมาต้มในน้ำเดือดประมาณ 5 นาที แล้วกรองเอาแต่น้ำ ถ้าหากอยากได้รสชาติหวานก็สามารถเติมน้ำตาลได้ตามชอบ แต่ถ้าหากจะดื่มเพื่อลดความอ้วนล่ะก็ ควรจะเปลี่ยนมาใส่หญ้าหวานแทนเพื่อให้ได้รสชาติหวาน แถมยังได้ลดความอ้วนแบบสองต่อเลย
กะเพราเป็นพืชสมุนไพรที่เรานิยมนำมาทำอาหารกันอย่างแพร่หลาย แถมยังเป็นอาหารยอดนิยมอีกด้วย ซึ่งสรรพคุณของกะเพรา ที่เรารู้กันดีอยู่แล้วนั่นก็คือมีฤทธิ์ขับลม ช่วยแก้จุดเสียด แน่นท้อง และแก้ปวดท้องอุจจาระได้ แต่สรรพคุณเด็ดของกะเพราอีกประการที่เราไม่ค่อยจะทราบกันนั่นก็คือ ช่วยขับไขมันและน้ำตาล
เคยสงสัยบ้างไหมล่ะ ทำไมอาหารตามสั่งต้องมีเมนูผัดกะเพราเนื้อ กะเพราไก่ กะเพราหมู นั่นก็เพราะนอกจากใบกะเพราจะช่วยดับกลิ่นคาวของเนื้อสัตว์ได้แล้ว ยังมีฤทธิ์ขับไขมันและน้ำตาลส่วนเกินออกจากร่างกาย อีกทั้งกะเพราจะช่วยขับน้ำดีในตับออกมาให้ช่วยย่อยไขมันได้ดีขึ้นด้วยนะ ดังนั้นถ้าหากอยากลดความอ้วนล่ะก็ ใบกะเพราก็เป็นทางเลือกที่ดีทางหนึ่งเลยนะคะ
- 7. กระเทียม
กระเทียม สมุนไพรที่คนไทยมักนิยมนำมาทำเป็นอาหารมากที่สุด เพราะไม่ว่าจะเป็นอาหารจานไหนก็ต้องมีกระเทียมเป็นส่วนประกอบ แต่ต้องเป็นกระเทียมสดเท่านั้นค่ะ ส่วนกระเทียมที่ผ่านการนำไปปรุงในอาหารแล้วไม่สามารถช่วยลดความอ้วนได้นะ
ที่เป็นอย่างนั้นก็เพราะในกระเทียมนั้นมีสารอัลลิซินซึ่งมีคุณสมบัติในการลดคอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์ในเลือด, ช่วยลดน้ำตาลกลูโคสในเลือด, ช่วยเสริมประสิทธิภาพของยาฆ่าเชื้อรา, ช่วยลดการอักเสบ, มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ, ยับยั้งเนื้องอกและเซลล์มะเร็งบางชนิด ซึ่งมีการทดลองพบว่าถ้าหากรับประทานกระเทียมวันละ 10 กลีบ จะทำให้ระดับคอเลสเตอรอลนั้นลดลง 14% ไขมันไม่ดีอย่าง LDL ลดลง 17% และไขมันดีอย่าง HDL เพิ่มขึ้นสูงถึง 41% เลยทีเดียว แต่สารอัลลิซินนั้นจะถูกทำลายเมื่อไปสัมผัสกับน้ำมันและความร้อน ดังนั้นจึงควรที่จะรับประทานกระเทียมสด ๆ อย่างน้อยวันละ 3-5 กลีบเล็กก่อนอาหารเพื่อลดน้ำหนัก
แต่ถ้าอยากเพิ่มมวลกล้ามเนื้อด้วยล่ะก็ให้รับประทานพร้อมอาหารหรือหลังอาหารก็จะช่วยเพิ่มมวลกล้ามเนื้อให้มากขึ้นได้ แต่ก็อย่าลืมเรื่องกลิ่นปากและกลิ่นตัวด้วยล่ะ เพราะกระเทียมนั้นกลิ่นแรงมาก ถ้าหากต้องไปพบใครหลังจากทานกระเทียมก็ควรหลีกเลี่ยงการทาน หรือไม่ก็แปรงฟันก่อนจะดีที่สุด
- 8. พริก
ใครจะไปเชื่อว่าพริกจะมีความสามารถช่วยลดความอ้วนได้ แต่นั่นก็เป็นเพราะว่าพริกมีวิตามินซีสูง ซึ่งเจ้าวิตามินซีนี่ล่ะที่จะไปช่วยขยายเส้นเลือดในลำไส้และกระเพาะอาหาร ทำให้ร่างกายสามารถดูดซึมสารอาหารได้ดีขึ้น และช่วยในระบบขับถ่ายอีกด้วย นอกจากวิตามินแล้ว ในพริกยังมีสารแคปไซซิน (Capsaicin), โอลีโอเรซิน (Oleoresin) และกรดแอสคอร์บิก ซึ่งกรดแอสคอร์บิกนี่ล่ะที่มีบทบาทสำคัญในการลดความอ้วน เพราะมันจะไปช่วยให้ไขมันถูกเผาผลาญกลายเป็นพลังงานได้ดี ถ้าหากใครที่เป็นคนที่ร่างกายมีการเผาผลาญต่ำ การกินพริกเข้าไปบ่อย ๆ ก็จะช่วยให้ร่างกายปรับตัวได้ดีขึ้น
อย่างไรก็ตาม ถึงแม้พริกจะช่วยลดความอ้วนได้ แต่ก็ต้องรับประทานเป็นจำนวนมากถึงจะได้รับสารอาหารที่อยู่ในพริกเพียงพอ ดังนั้นถ้าหากต้องการใช้พริกช่วยในการลดความอ้วนล่ะก็ แนะนำให้รับประทานพริกในรูปแบบของสารสกัดจะดีกว่าทานแบบสด ๆ เป็นกำ ๆ ที่อาจทำให้ท้องอืด ปวดท้อง เป็นโรคกระเพาะได้อีกต่างหาก
- 9. หญ้าหวาน
หญ้าหวานถือเป็นสมุนไพรที่นอกจากจะให้ความหวานได้เหมือนน้ำตาลแล้ว ยังช่วยให้สามารถลดความอ้วนได้ด้วย เพราะหญ้าหวานเป็นพืชที่ไม่ให้พลังงานและแคลอรี่ต่ำมาก สามารถนำไปผสมกับเครื่องดื่มหรือนำไปปรุงรสชาติอาหารแทนน้ำตาลก็ได้ทั้งนั้น แถมความหวานที่ได้จากหญ้าหวานยังมากกว่าน้ำตาลถึง 200-300 เท่าของซูโครส และหากรับประทานเป็นประจำก็ยังไม่มีผลข้างเคียงใด ๆ ให้ต้องวุ่นวายใจ เพราะฉะนั้น ใครที่ชอบกินหวาน แต่ก็ไม่อยากอ้วนล่ะก็ หญ้าหวานนี่ล่ะตัวช่วยที่ดีที่สุดเลย
- 10. ขมิ้นชัน
ขมิ้นมีสารพฤกษเคมีที่เรียกว่าเคอร์คูมิน ซึ่งสารชนิดนี้จะไปช่วยในการยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์ไขมัน ทำให้สามารถช่วยลดไขมันได้ โดยขมิ้นชันสามารถรับประทานได้ทั้งสดและนำไปปรุงกับอาหาร ถ้าหากนำไปปรุงกับอาหารจำพวกทอดก็จะช่วยย่อยไขมันในอาหารได้อีกด้วย และที่สำคัญไม่ควรให้ขมิ้นอยู่ในความร้อนมากกว่า 65 องศาเพราะอาจจะทำให้เกิดสารสเตรอยด์ในขมิ้นได้
- 1. ส้มแขก
ในผลส้มแขกมีสาร HAC หรือสารไฮดรอกซีซิตริกแอสิด อยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งสารที่ว่านี้เป็นสารมีคุณสมบัติที่ดีในการเข้าไปสกัดและยับยั้งการสะสมของไขมันส่วนเกินไนร่างกาย และยังช่วยทำให้ทานอาหารได้น้อยลง หน้าท้องยุบ รูปร่างเพรียวขึ้น โดยคนส่วนใหญ่ก็มักจะรับประทานในรูปแบบของสารสกัดเสียมากกว่าและการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ส้มแขกในการลดความอ้วนนั้นก็ควรเลือกขนาดปริมาณ 300–600 มก.และรับประทานตามที่ฉลากระบุเท่านั้นเพื่อไม่ให้เกิดผลข้างเคียง อย่างไรก็ตาม เราก็ควรหลีกเลี่ยงอาหารประเภทไขมัน ลดพวกของทอดของมัน และออกกำลังกายมาก ๆ เพื่อที่การลดน้ำหนักจะได้ มีประสิทธิภาพและไม่กลับมาอ้วนให้หนักใจอีกยังไงล่ะ
- 12. บุก
บุกเป็นพืชที่คนกำลังลดความอ้วนนิยมนำมารับประทาน เพราะบุกมีสารกลูโคแมนแนน ซึ่งเป็นคาร์โบไฮเดรตหรือแป้งชนิดหนึ่งที่ประกอบด้วย กลูโคส แมนโนส ฟรุคโทส มีลักษณะข้น ๆ เหนียว ๆ เมื่อรับประทานเข้าไปแล้วจะทำให้อิ่มเร็ว เพราะความเหนียวหนืดของกลูโคแมนแนนจะชะลอการดูดซึมของกลูโคสจากทางเดินอาหารไปยังส่วนอื่น ๆ ของร่างกาย จึงทำให้การบริโภคอาหารอื่น ๆ น้อยลงไปโดยปริยาย แถมยังมีกากใยสูงทำให้ดีต่อลำไส้และการขับถ่ายอีกด้วย นอกจากนี้บุกยังสามารถนำไปทำอาหารได้หลากหลายแถมยังไม่มีผลเสียต่อร่างกายเลยอีกด้วย ใครที่อยากลดความอ้วนลองนำบุกมาทำเป็นอาหารแทนเนื้อสัตว์ก็ช่วยได้ค่ะ
ที่มา http://health.kapook.com/view97268.html
วันพฤหัสบดีที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556
เคล็ดลับ วิธีการอบไอน้ำผม
เคล็ดลับ วิธีการอบไอน้ำผม
1. อุปกรณ์ที่ใช้ในการอบไอน้ำ
- เครื่องอบไอน้ำ หมวกอบไอน้ำ
(ถ้าไม่มีอย่างใดอย่างหนึ่งแนะนำให้ใช้ผ้าขนหนูชุบน้ำบิดหมาดนำไปนึ่ง)
- ครีมหมักผมสำหรับอบไอน้ำเลือกให้เหมาะกับสภาพเส้นผม
2. ให้คุณสระผมให้สะอาดโดยไม่ต้องใช้ครีมนวด จากนั้นค่อยแบ่งเส้นผมช่อ ๆ แล้วค่อยหยิบครีบหมักผมใส่ตามช่อที่แบ่งไว้คค่อย ๆ ใส่ ในขณะที่ใส่ครีมหมักผมนั้นให้หนวดเส้นผมให้นิ่มที่สุดเป็นใช้ได้ค่ะ ในขณะที่นวดผมแล้วรู้สึกว่ามันแห้งจนเกินไปให้ใส่น้ำลงไปเล็กน้อยแล้วนวดต่อค่ะ เมื่อคุณนวดเส้นผมครบทั้งศีรษะแล้วให้นำผ้าขนหนูพับเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้าแล้วรอบศีรษะโดยจะปิดแต่ช่วงหน้าผากและช่วงหูเท่านั้น จากนั้นก็ใช้เครื่องอบไอน้ำหรือหมวกอบไอน้ำ (กรณีที่ไม่มี ให้ใช้ผ้าขนหนูชุบน้ำบิดหมาดนำไปนึ่งในน้ำร้อนแล้วเอามาคลุมเส้นผมทั้งศีรษะเพื่อให้ความร้อนกระจายได้ทั่วถึง) เมื่อทุกขั้นตอนเรียบร้อยให้อบไอน้ำเป็นเวลา 15-20 นาที เมื่อครบเวลาให้ล้างน้ำสะอาดออกโดยไม่ต้องสระผม เพียงแค่คุณใช้วิธีการอบไอน้ำผมนี้เป็นประจำอาทิตย์ล่ะ 2 ครั้งต่อสัปดาห์ เส้นผมของคุณก็จะกลับมานุ่มสวย มีน้ำหนัก และไม่แตกปลายอีกต่อไปค่ะ
ขอขอบคุณข้อมูลจาก N3K.IN.TH
สูตรกระชับรูขุมขนบนใบหน้า
แก้ปัญหารูขุมขนกว้าง ด้วย สูตรกระชับรูขุมขนบนใบหน้า
แก้ปัญหารูขุมขนกว้างด้วยสูตรกระชับรูขุมขนบนใบหน้าแบบธรรมชาติกันดีกว่าค่ะ สำหรับคุณผู้หญิงที่กำลังมองหาวิธีแก้ปัญหารูขุมขนกว้างอยู่ล่ะก็คุณคงจะได้สมใจกันแล้วล่ะค่ะ เพราะว่าวันนี้เรานำ สูตรกระชับรูขุมขนบนใบหน้า ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ใช้แต่การผสมผสานในแบบธรรมชาติล้วนๆ ที่จะช่วยให้ใบหน้าของคุณได้มีรูขุมขนที่เล็กอย่างสมใจกันเลยล่ะค่ะ ที่สำคัญการใช้วัตถุดิบใน สูตรกระชับรูขุมขนบนใบหน้า นี้ก็สุดแสนจะหาง่ายราคารึก็ไม่แพงมากนัก ฉะนั้นห้ามพลาดกับสูตรกระชับรูขุมขนบนใบหน้าที่จะทำให้ใบหน้าของคุณดูเนียนละเอียดมายิ่งขึ้นเผยผิวสวยได้อย่างเต็มที่ค่ะ
สูตรกระชับรูขุมขนบนใบหน้า
- มะเขือเทศบด 1 ช้อนโต๊ะ
-ผสมโยเกิร์ต
-น้ำผึ้งอย่างละ 1 ช้อนชา
พอกหน้าทิ้งไว้ 20 นาที แล้วล้างออก
ขอขอบคุณข้อมูลจาก womans
สูตรกระชับผิวเพิ่มความเต่งตึง
สูตรกระชับผิวเพิ่มความเต่งตึง
สูตรกระชับผิวเพิ่มความเต่งตึง
หากคุณสังเกตผิวตัวเองอยู่บ่อยๆ จะรู้ได้ทันทีเลยว่าผิวหน้าเริ่มเสื่อมสภาพไปตามกาลเวลา โดยเฉพาะสาวๆ ที่ทำงานหนักไม่มีเวลาดูแลผิว หรือสาวๆ ที่อายุย่างเข้าเลข 3 แต่ไม่ต้องกังวลไป เพราะเรามีสูตรดีๆ มาฝากค่ะ
ส่วนผสม
น้ำแข็งก้อน
วิธีทำ
1.เริ่มแรกเราก็ล้างหน้าทำความสะอาดผิวหน้าของเราก่อน จากนั้นก็ซับด้วยผ้าขนหนูให้แห้ง แล้วนำน้ำแข็งที่เตรียมไว้มาลูบให้ทั่วหน้าทำไปจนกว่าน้ำแข็งจะละลาย
2.เมื่อน้ำแข็งละลายหมดก้อนแล้ว จากนั้นเราก็ล้างหน้าด้วยน้ำเย็นๆ อีกครั้งหนึ่ง แล้วซับหน้าให้แห้ง เมื่อจับผิวหน้าดูแล้วคุณจะรู้สึกได้เลยว่าผิวตึงกระชับขึ้นทันที
3.สูตรนี้เป็นสูตรที่ทำง่ายไม่ยุ่งยาก สามารถทำได้ทุกวันโดยไม่เกิดผลข้างเคียงหรืออันตรายใดๆ แก่ผิวหน้า เหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่มีปัญหาผิวหน้าหย่อนยาน หากทำเป็นประจำ ผิวหน้าจะกระชับและเต่งตึงอย่างเห็นได้ชัด.
เคล็ดลับลดรอย กระ
เคล็ดลับลดรอย กระ
1. ลดการอยู่กับแสงแดดให้มากเท่าที่จะทำได้
ก็คืออย่าสัมผัสแสงแดดโดยไม่จำเป็นค่ะ แม้ว่าแสงแดดจะเป็นสิ่งที่เราต้องเผชิญอยู่ทุกวันก็ตาม แต่เชื่อเถอะค่ะว่า สาว ๆ สามารถหลีกเลี่ยงมันได้ แค่ไม่ออกจากบ้านหรือยืนกลางแดดเวลานาน ๆ ก็ช่วยได้เยอะแล้ว
2. ใช้ผลิตภัณฑ์ครีมกันแดดที่มีค่า SPF 30 +
2. ใช้ผลิตภัณฑ์ครีมกันแดดที่มีค่า SPF 30 +
ไม่ว่าจะเผชิญแสงแดดน้อยหรือมากก็ตาม อย่าไว้ใจรังสียูวีที่แผ่ออกมาอยู่รอบ ๆ ตัวเรานะคะ
3. หลังจากสคับใบหน้า
3. หลังจากสคับใบหน้า
ใช้สูตรพอกหน้าผลัดเซลล์ผิวต่าง ๆ หรือการใช้ AHA ไม่ควรออกแดดเป็นอันขาด ไม่ว่าจะทาครีมกันแดดป้องกันแล้วก็ตาม เพราะสภาพผิวจะบางและไวต่อแดดมาก ดังนั้น ถ้าหากจะสคับหน้า พอกหน้า ผลัดเซลล์ผิว ขอให้เลือกทำในวันก่อนวันหยุดที่คุณไม่ได้ออกจากบ้านนะค่ะ
4. ลดกระด้วยหัวไชเท้า
ล้างหัวไชเท้าให้สะอาด ยิ่งสดยิ่งดี จากนั้นนำมาหั่นบาง ๆ ถูบนใบหน้าบริเวณที่มีกระวันละ 5-10 นาทีแล้วล้างออก แล้วทาครีมบำรุงตามปกติ จะช่วยลดกระให้จางลงจนแทบมองไม่เห็นได้ แต่ต้องใช้เวลานานสักหน่อยนะคะ ดังนั้นทางที่ดี เพื่อน ควรซื้อหัวไชเท้าตุนไว้อย่าให้ขาด แล้วใช้สูตรนี้ไปเรื่อย ๆ ทุกวันค่ะ
5. สูตรมะเขือเทศกับมะนาว
นำมะเขือเทศ 1 ผลมาบดแล้วบีบน้ำมะนาวลงไป 6-7 หยด จากนั้นทาเฉพาะบริเวณที่เป็นกระเท่านั้น เพราะจะแสบหน่อยค่ะ จากนั้นทิ้งไว้ประมาณ 10 นาทีแล้วล้างออก ทำทุกวันกระจะดูจางลง
6. สูตรน้ำมันมะพร้าวและน้ำมะนาว
นำน้ำมันมะพร้าวมาผสมกับน้ำมะนาวในปริมาณที่เท่ากัน เช่นจะแต้ม 4-5 จุดก็ใช้เพียงอย่างละ 4-5 หยดก็เพียงพอ จากนั้นนำไปแต้มบริเวณที่มีกระ ทำทุกวันไปเรื่อย ๆ กระจะดูจางลง
สูตรสมุนไพรสดพอกหน้า ถั่วเหลือง
สูตรสมุนไพรสดพอกหน้า ถั่วเหลือง
ผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ 100%
เนื่องจากถั่วเหลืองมีสารคล้ายฮอร์โมนเพศที่เรียกว่า "ไฟโตเอสโตรเจน" สารชนิดนี้จะช่วยชะลอความสวยของคุณให้ยาวนานขึ้นและช่วยบรรเทาอาการต่าง ๆ ที่เกิดกับผู้หญิงวัยทองได้เป็นอย่างดี หรือแม้คุณไม่ได้เป็นผู้หญิงที่อยู่ในช่วงวัยทอง ถั่วเหลืองก็สามารถที่จะช่วยคงความหนุ่มสาวและความแข็งแรงให้กับคุณได้อย่างดี นอกจากไฟโตเอสโตรเจนแล้วถั่วเหลืองยังมีสารอาหารอื่น ๆ ที่สำคัญในการชะลอความแก่ของร่างกายอีกนั่นคือ แคลเซียม โปรตีน วิตามินอี กรดไฟติกและเส้นใยอาหาร
► ส่วนผสมของสมุนไพรสดพอกหน้า ถั่วเหลือง
- ถั่วเหลือง 3 ช้อนโต๊ะ
- น้ำอุ่น 2 ช้อนโต๊ะ
- น้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ
► วิธีผสมสมุนไพรสดพอกหน้า พอกตัว ถั่วเหลือง
นำถั่วเหลืองมาแช่น้ำจนนิ่ม จากนั้นนำไปใส่เครื่องปั่นน้ำผลไม้ เติมน้ำอุ่นและน้ำผึ้งลงไป จากนั้นปั่นให้เข้ากันจนละเอียดเนียนแล้วก็ใช้การได้ เอามาพอกหน้า พอกตัว กันได้ทันที
นำถั่วเหลืองมาแช่น้ำจนนิ่ม จากนั้นนำไปใส่เครื่องปั่นน้ำผลไม้ เติมน้ำอุ่นและน้ำผึ้งลงไป จากนั้นปั่นให้เข้ากันจนละเอียดเนียนแล้วก็ใช้การได้ เอามาพอกหน้า พอกตัว กันได้ทันที
► วิธีใช้สมุนไพรสดพอกหน้า พอกตัว ถั่วเหลือง
- ก่อนอื่นให้ล้างหน้าให้สะอาดด้วยน้ำธรรมดาทั่ว ๆ ไป ไม่ต้องใช้สบู่ใด ๆ ทั้งสิ้น แล้วซับผิวหน้าให้แห้ง รอจนใบหน้าแห้งดีแล้ว
- นำส่วนผสมสมุนไพรสดพอกหน้า พอกตัว ถั่วเหลือง ที่ได้มาพอกลงบนใบหน้า เว้นรอบดวงตา เว้นรอบริมฝีปาก พอกให้ทั่วใบหน้าพอกให้ทั่วใบหน้าจากนั้นให้พอกไปที่คาง ลำคอโดยรอบ รวมทั้งช่วงไหล่ แขน และใต้ลำคอลงมาถึงทรวงอกด้วยแล้วปล่อยทึ้งไว้เฉย ๆ ให้ตัวยาสมุนไพรแทรกซึมเข้าไปในรูขุมขน แทรกเข้าไปใต้ผิวหนังเพื่อทำหน้าที่บำรุงรักษาผิวพรรณได้อย่างเต็มที่ เป็นเวลาประมาณ 10-15 นาที จึงล้างออกด้วยน้ำสะอาด ซับผิวหน้าให้แห้งอีกครั้งหนึ่ง เพียงเท่านี้เอง และควรพอกหน้าสัปดาห์ละ 3 ครั้ง ก่อนนอน
- ทุกครั้งที่ซับผิวหน้านั้นมีวิธีซับนิดหน่อยว่าให้ซับหน้าเบา ๆ ไม่ใช่เช็ดถูลากเอาผ้าขนหนูดึงให้แก้มหย่อนยานลงมา คางร่นลงมา หากทำหลาย ๆ ครั้ง จะเกิดผลของอาการผิวหนังหย่อนลงมาอย่างน่าเกลียดในที่สุด นี่เป็นเรื่องสำคัญอีกเรื่องหนึ่ง
วันศุกร์ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556
ประโยชน์น้ำมันรำข้าว
ประโยชน์น้ำมันรำข้าว
คงไม่มีคนรักษ์สุขภาพคนไหนที่ไม่รู้จักข้าวกล้อง ซึ่งเป็นข้าวที่มีวิตามีนและสารอาหารหลากหลายชนิด แต่จะมีสักกี่คนที่รู้จัก น้ำมันรำข้าว(Rice Bran Oil) ที่ผลิตจากรำข้าวและจมูก อันเป็นส่วนที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูงที่สุดในเมล็ดข้าวกล้อง ลองมาดูคุณค่าทั้ง 9 ประการ ที่คุณจะต้องทึ่งด้วยนึกไม่ถึงว่าจะได้จากน้ำมันรำข้าวในแต่ละขวด
1.วิตามินอี กลุ่มโทโคฟีรอล (Tocopherol) และกลุ่มโทโคไตรอีนอล (Tocotrienol) จะช่วยต้านอนุมูลอิสระซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดโรคมะเร็ง และช่วยลดระดับไขมันในเลือด ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อผู้มีปัญหาเกี่ยวกับโรคหลอดเลือดโดยเฉพาะโทโคไตรอีนอล สามารถลดปริมาณคอเลสเตอรอลในเลือด และลดการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ
2.โอรีซานอล(Oryzanol) สารธรรมชาติที่พบในน้ำมันรำข้าวเท่านั้น ไม่พบในน้ำมันพืชชนิดอื่น มีประสิทธิภาพในการต้านอนุมูลอิสระได้ดีกว่าวิตามินอีถึง 6 เท่า และยังช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล (LDL-C) ในเลือด ลดการสังเคราะห์คอเลสเตอรอลในตัง รวมถึงช่วยลดอาการร้อนวูบวาบ (Hot Flashes) ในสตรีวัยทอง
3.ไฟโตสเตอรอล (Phytosterol) มีงานวิจัยแสดงถึงประโยชน์ของไฟโตสเตอรอลอย่างแพร่หลายในการนำไปใช้มนการรักษาผู้ป่วยที่มีภาวะคอเลสเตอรอลสูง ช่วยลดคอเลสเตอรอลตัวร้าย (LDL-C) โดยที่ไม่ลดคอเลสเตอรอลตัวดี (HDL-C) ยิ่งไปกว่านั้นไฟโตสเตอรอลยังช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเซล์เนื้องอกและช่วยทำลายเซลล์มะเร็งเต้านม แถมยังสามารถป้องกันการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และมะเร็งต่อมลูกหมากได้อีกด้วย ซึ่งน้ำมันรำข้าวจะมีไฟโตสเตอรอลสูงมาก ทิ้งห่างนำมันพืชชนิดอื่นหลายเท่าตัว
4.มีกรดไขมันไม่อิ่มตัวตำแหน่งเดียว หรือ MUFA (Monounsaturated Fatty Acid)สูง ช่วยลด LDL-C ซึ่งทำให้เกิดอาการตีบและอุดตันในหลอดเลือด และเพิ่มหรือคงระดับ KDL-C ให้แก่ร่างกาย
5.มีกรดไขมันจำเป็น (Essential Fatty Acid) คือ กรดไลโนเลอิด (Linoieic Acid) และกรดไลโนเลนิค (Linolenic Acid) ซึ่งเป็นกรดไขมันที่ร่างกายไม่สามารถสร้างเองได้ ต้องได้รับจากอาหารที่ได้รับประทานเท่านั้น
6.มีสัดส่วนของกรดไขมันที่สมดุลและเหมาะสมต่อการบริโภค ใกล้เคียงที่สุดกับคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก (WHO) และโครงการศึกษาคอเลสเตอรอลแห่งชาติของประเทศของสหรัฐอเมริกา (NCEP) เมื่อเปรียบเทียบกับน้ำมันพืชชนิดอื่นๆ
7.ค่ากรดไขมันทรานส์ เท่ากับ 0 กรัมต่อหนึ่งหน่วยบริโภค จึงไม่ทำให้เกิดปัญหาการเพิ่ม LDL – C ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ก่อให้เกิดโรคเกี่ยวกับหัวใจและหลอดเลือด
8.มีจุดเกิดควันสูง (High Smoke Point) คือทนความร้อนได้ดี สามารถนำไปทอดกับอาหาร หรือผัดไฟแดงได้อย่างปลอดภัยไม่ต้องกังวลเรื่องควันน้ำมัน ซึ่งมีงานวิจัยชี้ว่าอาจเป็นสาเหตุที่มำให้เกิดโรคมะเร็งปอด
9.ปลอดจาการดัดแปลงทางพันธุกรรม หรือ Non – GMO เพราะกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้การรับรองว่าข้าวไทยปลอด GMO
ที่มา นิตยาสาร ชีวจิต
ประโยชน์ของน้ำข้าวกล้อง
ประโยชน์ของน้ำข้าวกล้อง
สำหรับผู้ที่ยังไม่อยากแก่ และไม่อยากเป็นอัลไซเมอร์ ว่าการดื่มน้ำข้าวกล้องนอกจากจะช่วยซะลออาการทั้ง 2 อย่างได้ และขอคอนเฟิร์มว่า น้ำข้าวกล้องงอกดีกว่าเครื่องดื่มบำรุงกำลัง โดยมีงานวิจัยของผู้เชี่ยวชาญจากกรมการข้าวยืนยันชัดเจนว่า ข้าวกล้องงอกมีสารต้านอนุมูลอิสระกลายชนิด ลดความเสี่ยงโรคมะเร็ง ช่วยระบบย่อยอาหาร ชะลอการเสื่อมาภาพของเซลล์ ไม่ให้แก่ก่อนวัย ยิ่งถ้าทีเวลาทำกินเองในครอบครัวก็แสนจะง่ายดาย
ใครๆ ที่สนใจข้าวกล้องอก จะต้องรู้จัก สาร “กาบ้า” เป็นอย่างดี สารนี้มีสรรพคุณบำรุงประสาทและควบคุมโรคความดันโลหิตให้อยู่ในระดับปกติ น.ส.อรพิน วัฒเนสก์ รักษาการผู้เชี่ยวชาญด้านปรับปรุงรันธุ์ข้าว 9 เปิดเผยว่า “ในน้ำข้าวกล้องงอก 120 มิลลิลิตร มีสารอาหารมากมาย ได้แก่ โปรตีน 0.49 กรัม ไขมัน 2.05 กรัม ความซื้น 88.21 กรัม เถ้า (สารอาหารจำพวกหนึ่งช่วยย่อยอาหาร) 0.06 กรัม คาร์โบไฮเดรต 1.42 กรัม และกาบ้า 4.62 กรัม” โดยสรรพคุณของ “กาบ้า” จะช่วยแก้โรคอัลไซเมอร์ บำรุงระบบประสาท ควบคุมความดันโลหิตให่อยู่ในระดับปกติ และยังช่วยชะลอความชราและฟื้นฟูสภาพผิวได้ดี นอกจากนี้ข้าวกล้องงอก ยังมี “เพอร์ ริคาบ” คือ เยื่อหุ้มเมล็ดข้าว ที่เห็นเป็นสีน้ำตาล แดง มีสารต้านอนุมูลอิสระจำนวนมากอีกด้วย
หากรับประทานน้ำข้าวกล้องงอกเป็นประจำทุกวัน จะช่วยให้ระบบย่อยอาหารของร่างกายดีขึ้น และสามารถดูดซึมอาหารเข้าร่างกายได้เป้นอย่างดี
จะว่าไปแล้ว ลองทบทวนดูจะเห็นได้ว่าคนในสมัยโบราณไม่ค่อยเจ็บไข้ได้ป่วย ทั้งนี้เพราะกินข้าวไม่ขัดสี และยังนำน้ำข้าวไปเลี้ยงลูก ทำให้เด็กเจริญเติบโตได้ดีและเป็นของหาง่าย ทำได้เองไม่ต้องซื้อหา ผิดกับสมัยนี้ที่มีเครื่องดื่มบำรุงร่างกาย บำรุงสมองให้เลือกอย่างมากมาย เชิญชวนให้เสียเงินตราต่างประเทศ อย่ากระนั้นเลยครับมากินข้าวกล้องและข้าวกล้องงอกกันดีกว่า
ทีมา : นิตยาสาร BE Well
วันจันทร์ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2556
สูตรน้ำสมุนไพร 3 สหาย
สูตรน้ำสมุนไพร 3 สหาย
รวมกันเป็นยา ...แต่หอมอร่อยชื่นใจ
สมุนไพรมีอยู่มากมายหลายตำร
ในที่นี้ขอแนะนำตำรับหนึ่งท
* สมุนไพรชนิดแรก สีแดงและรสเปรี้ยวจี๊ดของกล
* สมุนไพรชนิดที่สอง รสหวาน มัน ฝาด ของผลพุทราจีนสุก ช่วยบำรุงโลหิต บำรุงร่างกาย บำรุงประสาท แก้โรคนอนไม่หลับ
นอกจากนี้ ยังอุดมด้วย วิตามินเอ วิตามินซี ซึ่งช่วยบำรุงสายตา และเพิ่มภูมิต้านทานโรค ที่สำคัญผลพุทราช่วยลดผลข้า
ในขณะเดียวกันก็ช่วยเสริมฤท
* สมุนไพรชนิดที่สาม คือ รสหวานเย็นของใบเตย ช่วยบำรุงหัวใจ ชูกำลัง ลดพิษไข้ ดับพิษร้อนภายใน
วิธีทำ
------
ใช้กระเจี๊ยบแดงแห้ง 30 กรัม เนื้อพุทราแห้งไม่มีเมล็ด 30 กรัม ใบเตยแห้ง 5 กรัม
นำมาล้างน้ำให้สะอาด เติมน้ำพอประมาณแล้วแต่ชอบข
** แต่สำหรับผู้ป่วยเบาหวานและ
ดื่มขณะอุ่น วันละ 2 ครั้ง ครั้งละ 1 แก้ว เช้า-เย็น หลังอาหาร ที่เหลือเก็บใส่ภาชนะมีฝาปิ
สำหรับผู้ป่วยโรคหัวใจ หรือโรคเส้นเลือดสมองตีบเรื
ดื่มเป็นประจำทำให้สมองแจ่ม
นอกจากจะได้ยาบำรุงสมองที่ม
ที่มา : มติชน
วันพฤหัสบดีที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2556
สมุนไพรไทยแก้โรคภูมิแพ้และหอบหืดได้ผลดีนัก(สูตร1)
สมุนไพรไทยแก้โรคภูมิแพ้และ
ช่วงอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย จึงทำให้ร่างกายปรับตัวไม่ท
ทำให้เป็นภูมิแพ้ บางท่านเป็นหนักก็จะมีอาการ
ดิฉันมีสูตรยาสมุนไพรมาฝาก (ได้ลองกับตัวเองแล้ว)
ได้ผลดีมากๆ เพราะเวลาเป็นทรมานมากๆ จะหายใจลำบาก เวลานอนก็นอนไม่ได้เพราะหาย
สมุนไพรที่ใช้มีดังนี้
1. หอมแดง 1 หัว (ขนาดเท่าหัวแม่มือผู้ป่วย)
2. กระเทียม (ขนาดเท่าหัวแม่มือผู้ป่วย)
3. ขิง เหมือนกับข้อ1-2
4. มะนาว 3-4 ลูก
5. น้ำผึ้ง 2-3 ช้อนโต๊ะ
หอมแดง, กระเทียม, ขิง ที่เอาเปลือกออกแล้ว โขลกรวมกัน
(ถ้ามีเครื่องปั่นก็ใช้วิธี
มะนาวบีบเอาน้ำ นำมาผสมรวมกันกับหอมแดง กระเทียม ขิง และน้ำผึ้ง
ป.ล. ควรทำทีละมากๆหน่อย กะปริมาณเพราะสูตรข้างบนนี้
ตอนแรกดิฉันดื่มได้ประมาณ 1 เดือน อาการดีขึ้นมาก จากที่ต้องกินยา พ่นยา เดี๋ยวนี้ไม่ต้องใช้ยาแล้ว
ถึงจะหายถ้านึกได้ก็จะดื่มเ
ขอขอบคุณข้อมูลจาก
http://ict.in.th/21371
@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@
วิธีรักษาโรคหอบหืดด้วยสมุน
ช่วยบอกต่อด้วยนะครับสำคัญม
วิธีรักษา
1.ใบกระเพราแดง
2.น้ำผึ้งแท้
3.เกลือ
4.เหล้าขาว
วิธีใช้
นำใบกระเพราะแดงผสมกับน้ำผึ
คั้นเอาน้ำไปให้คนที่เป็นหอ
ลองดูนะ
ถ้าหายแล้วก็ขอบคุณด้วยนะคร
ก็ขอยกความดีนี้ให้แม่ยุพิน
ขอขอบคุณข้อมูลจาก
http://khum.co/
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)































.jpg)
















