วันพฤหัสบดีที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2556
วันอังคารที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2556
มะเร็ง…ป้องกันได้ด้วยอาหาร
คนส่วนใหญ่กลัวมะเร็ง เพราะแต่ละปีมีผู้เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งชนิดต่างๆ เป็นจำนวนมาก ดังนั้น นิกวิชาการจึงทำการศึกษาและพบว่าอาหารจากธรรมชาติสามารถช่วยป้องกันมะเร็งได้
วิตามินซี จากการพบว่าผู้ป่วยมะเร็งมีวิตามินซีในเส้นเลือดน้อยเกินไปทั้งนี้ วิตามินซีช่วยป้องกันการทำลายหัวใจอันเนื่องจากยารักษามะเร็ง (เช่น Doxorubicim) และเป็นที่ต้องสงสัยว่าผลข้างเคียงจากการทำคีโมและการฉายแสงทำให้ปริมาณวิตามินซีลดลง
อาหารที่มีวิตามินซี ควรกินผักและผลไม้เป็นประจำสม่ำเสมอ เช่น ฝรั่ง ส้ม สตรอเบอร์รี่ กีวี พริกหวาน บร๊อกโคลี่ และกะหล่ำ
ข้อควรระวัง วิตามินซีอัดเม็ดส่วนมากมีความเข้มจ้นเกินไป ควรกินไม่เกินวันละ 100 กรัม
ผลข้างเคียง ผู้ที่สูบบุรี่จัดไม่ควรกินวิตามินซีมากเกินไป เพราะจากการศึกษาพบว่าจะเพิ่มความเสี่ยงกับโรคปอดกับมะเร็งปอด และมีผลในการลดประสิทธิภาพของยาบางชนิดหรืออาจเร่งปฏิกิริยาของยาให้แรงขึ้น ดังนั้น จึงควรสอบถามแพทย์เมื่อต้องกินยารักษาโรค
วิตามินอี ช่วยป้องกันเชลล์จากปัจจัยเสี่ยงของโรคมะเร็ง (เช่น รังสียูวี สารเคมี) โดยเฉพาะผู้ป่วนที่เป็นโรคมะเร็งกระเพราะและลำไส้ รวมทั้งมะเร็งเม็ดเลือดขาวผู้ป่วยกลุ่มนี้มีวิตามินอีในเลือดน้อยเกินไป อาหารที่มีวิตามินอี เช่น เมล็ดพืชน้ำมันข้าวสาลี น้ำมันดอกทานตะวัน ฯลฯ
ข้อควรระวัง ผู้ที่สูบบุรี่ไม่ควรกินวิตามินอีมาก เพราะจะช่วยเพิ่มความเสี่ยงกับโรคมะเร็งปอดเช่นเดียวกับวิตามินซี
เบต้าแคโลทีน ช่วยในการเจริญเติบโตของเซลล์และช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันแข็งแรง อาหารที่มีเบต้าแคโรทีน เช่น ถั่วสีเขียว แครอต บล็อกโคลี่ มะเขือเทศและฟักทอง
ผลข้างเคียง ผู้ที่สูบบุรี่ไม่ควรกินเบต้าแคโรทีนขนิดอัดเม็ดสำเร็จรูปมากกว่า 20 มิลิกรัมต่อวัน เพราะมัรจะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคมะเร็ง
ซีลีเนียม แร่ธาตุตัวนี้ช่วยปกป้องเซลล์ ในผู้ป่วยมะเร็งต่อมลูกหมากมักพบว่ามีซีเนียมในเลือดน้อย อาหารที่มีซีล๊เนียม เช่น เนื้อสัตว์ ไข่ เมล็ด ข้าวสาลี และหน่อไม้ฝรั่ง
ผลค้างเคียง สัญญาณที่เตือนว่ากินซีลีเนียมากไปก็คือลิ้นจะรู้สึกรับรสของโลหะ
สังกะสี นอกจากธาตุเหล็กแล้วสังกะสีก็เป็นแร่ธาตุจำเป็นอีกตัวหนึ่งในอวัยวะของเรา จาการศึกษาพบว่าสังกะสีต่ำก็คือ ติดเชื้อบ่อย บาดแผลอักเสบรักษายาก ท้องร่วง ผมร่วง เบื่ออาหาร ซึมเศร้า อาหารที่มีสังกะสี เช่น เนื้อสัตว์นม และผลิตภัณฑ์จากนม
ผลข้างเคียง สังกะสีจะขัดขวางการดูดซึมซีวีเนียม จึงควรที่จะทิ้งระยะการกินให้ห่างกัน เช่น เช้าหรือเย็น ไม่ควรกินสังกะสีพร้อมกับธาตุเหล็ก และไม่ควรดื่มกาปฟหรือชาดำพร้อมกับทองแดงและแคลเซียม
ขอขอบคุณ : นิตยสาร Lisa
ดอกคำฝอย ทำได้มากกว่าลดน้ำหนัก
สรรพคุณที่ทำให้ดอกคำฝอยได้แจ้งเกิดในใจชองแฟนๆ มาจากความสามารถในการลดน้ำหนักลดไขมันในเส้นเลือด แต่ที่จริงแล้วมันยังมีประโยชน์ที่มากกว่านั้น
สลายลิ่มเลือด
คนที่ชอบกินของหวานจะมีน้ำตาลในเลือดสูง จากนั้นเลือดจะเหนียวข้นจับตัวกลายเป็นลิ่มเลือด ทำให้ระบบการหมุนเวียนโลหิตไม่ดี แต่คำฝอยมีสรรพคุณช่วยย่อยสลายลิ่มเลือดให้เล็กลงได้และป้องกันไม่ให้เลือดเกาะตัวกลายเป็นลิ่มเลือดข้นมาใหม่
คนที่ชอบกินของหวานจะมีน้ำตาลในเลือดสูง จากนั้นเลือดจะเหนียวข้นจับตัวกลายเป็นลิ่มเลือด ทำให้ระบบการหมุนเวียนโลหิตไม่ดี แต่คำฝอยมีสรรพคุณช่วยย่อยสลายลิ่มเลือดให้เล็กลงได้และป้องกันไม่ให้เลือดเกาะตัวกลายเป็นลิ่มเลือดข้นมาใหม่
หัวใจแข็งแรง
เมื่อตัวยาจากดอกคำฝอยสลายลิ่มเลือดไปแล้ว ร่างกายก็จะมีเลือดไปเลี้ยงที่หัวใจมากขึ้น ทำให้หัวใจแข็งแรง และยังลดไขมันอุดตันที่เกาะอยู่ตามหลอดเลือดหัวใจไปในตัว
เมื่อตัวยาจากดอกคำฝอยสลายลิ่มเลือดไปแล้ว ร่างกายก็จะมีเลือดไปเลี้ยงที่หัวใจมากขึ้น ทำให้หัวใจแข็งแรง และยังลดไขมันอุดตันที่เกาะอยู่ตามหลอดเลือดหัวใจไปในตัว
รักษาแผลกดทับตำราแพทย์โบราณบอกไว้ว่าให้ต้มดอกคำฝอย 500 กรัม ในน้ำ 7 ลิตรต้มด้วยไฟปลานกลางประมาณ 2 ชั่วโมงจนดอกคำฝอยเป็นสีขาว ตักกากออกให้เหลือแต่น้ำ แล้วเคี้ยวด้วยไฟอ่อนๆ ต่อไปจนน้ำยาเหนียวเป็นกาว จากนั้นก็เอายาลงบนผ้า เอาไปปิดที่แผลกดทับ ทำติดต่อกันประมาณ 1 อาทิตย์ แผลกดทับก็จะหายเอง
ลดโคเลสเตอรอล
คุณสมบัติอันโด่งดังของดอกคำฝอยคือการลดโคเลสเตอรอลนี่เอง แต่ถึงจะดื่มน้ำดอกคำฝอยแล้วก็ควรจะลดอาหารที่มีไขมันสูงควบคู่ไปด้วย ถึงจะลดความอ้วนได้ผล
คุณสมบัติอันโด่งดังของดอกคำฝอยคือการลดโคเลสเตอรอลนี่เอง แต่ถึงจะดื่มน้ำดอกคำฝอยแล้วก็ควรจะลดอาหารที่มีไขมันสูงควบคู่ไปด้วย ถึงจะลดความอ้วนได้ผล
**** หมายเหตุ ถึงแม้ดอกคำฝอยจะมีดีหลายอย่าง แต่ถ้าดื่มเอาเป็นเอาตายก็อาจจะกลายเป็นโทษได้เหมือนกัน เพราะดอกคำฝอยมีคุณสมบัติสลายลิ่มเลือด ถ้าดื่มมากๆ จะทำให้โลหิตจาง เลือดน้อย แถมยังเหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย ใจหวิว มึนศีรษะ กลายเป็นผู้หญิงขี้โรคไม่รู้ตัว!!!
ขอขอบคุณ ที่ นิตยาสาร Spicy
อันตรายจากน้ำมะนาวเทียม
ใครที่ชอบทานส้มตำคงคุ้นตาดีกับภาพแส่ค้าขายส้มตำปรุงรสด้วยน้ำมะนาวสีเขียวใสๆ ที่บรรจุอยู่ในขวดแก้ว (อันที่จริงก็ไม่ถึงกับทุกร้านหรอกนะครับ) น้ำมะนาวที่เห็นนั้นเรียกว่าน้ำมะนาวเทียมหรือเกร็ดมะนาว ให้มีรสเปรี้ยวแหลม ราคาถูก อีกทั้งยังมีสีสันคล้ายคลึงกันกับน้ำมะนาวจริงเกือบทุกประการ
สิ่งที่ต้องระวังสำหรับผู้ที่ทานน้ำมะนาวเทียมเป็นประจำก็คือ เครื่องปรุงรสดังกล่าวผลิตมาจากกรด “ซิตริก” ซึ่งถูกใช้ในโรงงานอุตสาหกรรม มีความบริสุทธิ์น้อยและมีสารปนเปื้อน ที่สำคัญต่อ สามารถย่อยสลายสิ่งต่างๆได้ ไม่เว้นแม้แต่อวัยวะภายในระบบทางเดินอาหารของผู้บริโภค ผู้ที่ชื่นชอบอาหารรสแซบทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นต้มยำ ส้มตา หรือแม้แต่น้ำหวานหรือไอศกรีมรสมะนาวต้องคอยสังเกตวัตถุดิบที่พ่อค้า – แม่ค้าใช้ดูให้ดี
นี่เป็นเพียงแค่ตัวอย่างส่วนหนึ่งของอาหารที่มีสารปนเปื้อน ในความเป็นจริงแล้ว อาหารต่างๆ ที่ผ่านกระบวนการทางอุตสาหกรรม และมุ่งหวังผลประโยชน์การค้อเป็นสำคัญ ล้วนมีสารพิษชนิดใดชนิดหนึ่งที่เจือปนอยู่ทั้งนั้น นับเป็นเรื่องที่อันตรายเป็นอย่างยิ่งของมนุษย์ยุคปัจจุบันที่ไม่อาจสืบทราบที่มา ตลอดจนเส้นทางการเดินทางของอาหารที่ตนทานได้
หนทางป้องก้นจึงควรที่จะหลรกเลี่ยงการบริโภคอาหารที่มีสารปนเปื้อน หรือใช้วิธีการบริโภคอาหารที่มีสารพิษปนเปื้อน หรือใช้วิธีการรับประทานอาหารเหล่านี้หมุนเนียนสับเปลี่ยนทานอาหารให้ได้หลากหลายประเภทโดยไม่ซ้ำหน้ากันก็จะช่วยลดความเสี่ยงสะสมในการรับและสะสมสารพิษภายในร่างกายลงได้
ส่วนการรณรงค์ให้ผู้ประกอบการ ลด ละ เลิก การใช้สารเคมีนั้น เป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลายาวนานครับ
ที่มา : นิตยาสาร BE Well
วันศุกร์ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2556
สาเหตุปากเหม็นเรื้อรัง
- มีเศษอาหารตกค้างอยู่ตามซอกฟัน ร่องเหงือก บนและโคนลิ้น รวมถึงต่อมทอนซิน
- โรคอักเสบเรื้อรังของช่องปาก เช่น โรคเหงือกอักเสบเรื้อรัง
- โรคอักเสบเรื้อรังของโพรงจมูกหรือไซนัส
- โรคต่อมทอนซินอักเสบเรื้อรัง
- โรคกรดไหลย้อน
- โรคมะเร็งในช่องปาก จมูก ไซนัส หรือลำคอ
- ช่องปากแห้งจากการกินยาบางชนิด เช่น ยาลดน้ำมูก หรือยาแก้โรคภูมิแพ้
- สูบบุหรี่ หรือดื่มสุราเรื้อรัง
- ใส่ฟันปลอมและรักษาดูแลความสะอาดไม่ดี
- โรคตับเรื้อรัง และโรคไตเรื้อรัง
- โรคอักเสบเรื้อรังของช่องปาก เช่น โรคเหงือกอักเสบเรื้อรัง
- โรคอักเสบเรื้อรังของโพรงจมูกหรือไซนัส
- โรคต่อมทอนซินอักเสบเรื้อรัง
- โรคกรดไหลย้อน
- โรคมะเร็งในช่องปาก จมูก ไซนัส หรือลำคอ
- ช่องปากแห้งจากการกินยาบางชนิด เช่น ยาลดน้ำมูก หรือยาแก้โรคภูมิแพ้
- สูบบุหรี่ หรือดื่มสุราเรื้อรัง
- ใส่ฟันปลอมและรักษาดูแลความสะอาดไม่ดี
- โรคตับเรื้อรัง และโรคไตเรื้อรัง
ฉะนั้นการกำจัดกลิ่นปากเรื้อรัง นอกจากรักษาโรคที่เป็นอยู่แล้ว จำเป็นต้องรักษาความสะอาดช่องปากให้ดี ด้วยวิธีใช้ไหมขัดฟัน การใช้น้ำยาบ้วนปาก ร่วมกับการแปรงฟัน แต่ถ้าจะแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ ควรดูแลสุขภาพให้แข็งแรงสมบูรณ์อยู่เสมอ เมื่อปลอดจากโรค ก็ปลอดจากกลิ่นปากค่ะ
5 สุดยอดอาหารดีท็อกซ์
1 กระเทียม ช่วยส่งเสริมระบบภูมิคุ้มกันและมีคุณสมบัติในการขับพิษ ยับยั้งพิษ และสลายพิษอยู่ครบถ้วนทั้งสามคุณสมบัติ อาจจะเป็นอาหารที่มีกลิ่นเพราะมีกำมะถันเป็นส่วนประกอบ ซึ่งกำมะถันจะจับโลหะหนักที่เป็นพิษและถูกกำจัดออกทางอุจจาระ
2 มะนาว เป็นแหล่งอาหารวิตามินซีสูง ช่วยขับสารพิษออกจากร่างกายและเผาผลาญไขมัน การดื่มน้ำมะนาว (แบบไม่ใส่น้ำตาล) ทุกเช้าจะช่วยกระตุ้นกระบวนการเผาผลาญในร่างกาย รวมถึงสารแอนตี้ออกซิแดนท์ที่เรียกว่า ไบโอฟลาโวนอยด์อยู่สูง จึงช่วยการทำงานของตับได้อย่างมีประสิทธิภาพ และช่วยในการล้างสารพิษ
3 ขิง นอกจากจะเพิ่มรสชาติเผ็ดร้อนให้อาหารแล้วยังช่วยขับของเสียออกจากผิวหนังได้อีกด้วย ด้วยการนำขิงบดละเอียดพร้อมกับเกลืออาบน้ำลงในอ่างอาบน้ำร้อน หลังจากนั้นลงไปแช่ตัวให้นานเท่าที่ทำได้ เท่านี้จะเป็นการขับของเสียออกจากร่างกายได้อีกหนึ่งทาง
4 บีทรูท ไฟเบอร์จากบีทรูทจะเพิ่มการผลิตเอ็มไซม์ต่อต้านอนุมูลอิสระในตับซึ่งจะช่วยตับและถุงน้ำดีกำจัดสารพิษอื่นๆ ออกจากร่างกาย แถมยังมีสารเบทาไซอานิน (betacyanin) ซึ่งเป็นแอนตี้ออกซิแดนท์ที่ช่วยให้ผิวกระจ่างใส แต่ถ้าต้องการให้ได้รับวิตามินครบถ้วน ควรกินดิบ ๆ โดยนำไปขูดฝอยกินเป็นสลัด
5 กะหล่ำปลีแดง ผักกาดขาว กะหล่ำปลี หรือผักกวางตุ้งไต้หวัน (bok choy) เป็นอาหารดีท็อกซ์ชั้นยอด ทำเป็นสลัด หรือนำไปผัด หรือนำไปต้มและผัดเร็ว ๆ ด้วยไฟแรงในน้ำมันมะกอก ช่วยเพิ่มไฟเบอร์และขจัดสารพิษอีกด้วย
2 มะนาว เป็นแหล่งอาหารวิตามินซีสูง ช่วยขับสารพิษออกจากร่างกายและเผาผลาญไขมัน การดื่มน้ำมะนาว (แบบไม่ใส่น้ำตาล) ทุกเช้าจะช่วยกระตุ้นกระบวนการเผาผลาญในร่างกาย รวมถึงสารแอนตี้ออกซิแดนท์ที่เรียกว่า ไบโอฟลาโวนอยด์อยู่สูง จึงช่วยการทำงานของตับได้อย่างมีประสิทธิภาพ และช่วยในการล้างสารพิษ
3 ขิง นอกจากจะเพิ่มรสชาติเผ็ดร้อนให้อาหารแล้วยังช่วยขับของเสียออกจากผิวหนังได้อีกด้วย ด้วยการนำขิงบดละเอียดพร้อมกับเกลืออาบน้ำลงในอ่างอาบน้ำร้อน หลังจากนั้นลงไปแช่ตัวให้นานเท่าที่ทำได้ เท่านี้จะเป็นการขับของเสียออกจากร่างกายได้อีกหนึ่งทาง
4 บีทรูท ไฟเบอร์จากบีทรูทจะเพิ่มการผลิตเอ็มไซม์ต่อต้านอนุมูลอิสระในตับซึ่งจะช่วยตับและถุงน้ำดีกำจัดสารพิษอื่นๆ ออกจากร่างกาย แถมยังมีสารเบทาไซอานิน (betacyanin) ซึ่งเป็นแอนตี้ออกซิแดนท์ที่ช่วยให้ผิวกระจ่างใส แต่ถ้าต้องการให้ได้รับวิตามินครบถ้วน ควรกินดิบ ๆ โดยนำไปขูดฝอยกินเป็นสลัด
5 กะหล่ำปลีแดง ผักกาดขาว กะหล่ำปลี หรือผักกวางตุ้งไต้หวัน (bok choy) เป็นอาหารดีท็อกซ์ชั้นยอด ทำเป็นสลัด หรือนำไปผัด หรือนำไปต้มและผัดเร็ว ๆ ด้วยไฟแรงในน้ำมันมะกอก ช่วยเพิ่มไฟเบอร์และขจัดสารพิษอีกด้วย
เรียบเรียงข้อมูล : Chalida Rita
อ้างอิงจาก http://www.globalhealingcenter.com
อ้างอิงจาก http://www.globalhealingcenter.com
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)


















.jpg)




